- ครู กศน.ตำบล
- ข่าวกิจกรรม กศน.ตำบล
- จำนวนการเข้าชม: 694

นางสาวสายชล แตงไทย
ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบลเขากะลา
เบอร์โทร 056-267-523
ประกาศสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครสวรรค์
เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาประกวดราคาซื้อหนังสือเรียนภาคเรียนที่ 1/2568
ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
ประกาศเรื่อง ประกวดราคาซื้อหนังสือเรียนภาคเรียนที่ 1/2568
ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์
ประกาศผลการสอบคัดเลือกเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานจ้างเหมาบริการ
ตำแหน่ง พนักงานขับรถห้องสมุดเคลื่อนที่ (โมบาย)



สอบวัดความรู้ระดับชาติ (n-net) ในวันที่ 7 มีนาคม 2564 ณ โรงเรียนพยุหะวิทยาคม

กศน.ตำบลเขากะลา จัดสอนอาชีพการทำขนมทองม้วนสด ให้กับประชาชนตำบลเขากะลา อำเภอพยุหะคีรี
หน้าที่ 1 จาก 2
วันนี้ (6 ก.พ.2569) CNN รายงาน เกิดเหตุระเบิดพลีชีพภายในมัสยิดของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ระหว่างพิธีละหมาด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 169 คน ตามการยืนยันจากตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐบาล
เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ มัสยิดคาดิจา ตุล กุบรา อิมัมบาร์กาห์ (Khadija Tul Kubra Imambargah) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่กึ่งชนบทบริเวณชานเมืองอิสลามาบัด จุดเกิดเหตุพบร่างผู้เสียชีวิตนอนอยู่บนพรมภายในมัสยิด ท่ามกลางเศษกระจก เศษซากอาคาร และบรรยากาศโกลาหลของผู้มาประกอบศาสนกิจ นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากถูกนำออกมานอนรอความช่วยเหลือในสวนรอบมัสยิด ขณะที่ประชาชนพยายามโทรศัพท์ขอรถพยาบาลและความช่วยเหลือฉุกเฉิน
อิรฟาน เมมอน รองผู้ว่าการกรุงอิสลามาบัด ระบุในแถลงการณ์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 31 คน บาดเจ็บ 169 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาล แหล่งข่าวตำรวจ 2 นายเปิดเผยว่า มือระเบิดถูกเจ้าหน้าที่สกัดไว้ได้ที่ประตูทางเข้ามัสยิด ก่อนจะกดชนวนระเบิดขึ้น
แม้อิสลามาบัดจะเป็นเมืองหลวงที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด และเหตุระเบิดเกิดขึ้นได้ยาก แต่ปากีสถานกำลังเผชิญกับการก่อความไม่สงบและความรุนแรงจากกลุ่มติดอาวุธที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นการโจมตีที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในปากีสถาน นับตั้งแต่เหตุระเบิดมัสยิดในเมืองเปชาวาร์ เมื่อเดือน ม.ค.2566 ซึ่งเคยสร้างความสะเทือนใจและจุดกระแสความกังวลด้านความมั่นคงทั่วประเทศ
ชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือนิกายซุนนี เคยตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรงทางนิกายมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะจากกลุ่มติดอาวุธซุนนีหัวรุนแรงอย่าง เตห์รีก-อี-ตอลิบาน ปากีสถาน (TTP) ซึ่งมองว่าชาวชีอะห์เป็นพวกนอกรีต
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ปีที่แล้ว เคยเกิดเหตุระเบิดพลีชีพในกรุงอิสลามาบัด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน และบาดเจ็บอีก 27 คน โดยรัฐบาลปากีสถานระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวอัฟกานิสถาน แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีครั้งล่าสุด
อ่านข่าวอื่น :
ทรัมป์ประกาศหนุน "ซานาเอะ ทาคาอิชิ" ก่อนเลือกตั้งญี่ปุ่น 8 ก.พ.นี้
“กัญจนา” จี้ “ยกเลิก” ย้ายช้างป่าที่เหลือทั้งหมด ไม่ใช่ “ชะลอ”
อิหร่าน-สหรัฐฯ เปิดโต๊ะเจรจา ผ่านคนกลางโอมาน ท่ามกลางแรงกดดันทางทหาร
วันนี้ (6 ก.พ.2569) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง จัดปราศรัยใหญ่ปิดท้ายหาเสียงเลือกตั้ง ในธีม "เลือกพรรคภูมิใจไทยได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก" โดยมีแกนนำพรรคร่วมฟังการปราศรัย
ทั้งนี้บรรยากาศเวทีปราศรัยมีการจัดซุ้มถ่ายภาพที่มีสแตนดี้ขนาดเท่าตัวจริงของนายอนุทิน นายสีหศักดิ์ นายเอกนิติ และนางศุภจี ให้ประชาชนที่มาฟังปราศรัยได้ร่วมถ่ายภาพด้วย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีแฟนคลับพรรคภูมิใจและกองเชียร์ของผู้สมัคร สส.กทม. แต่ละเขตมาให้กำลังใจคึกคัก
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียง กทม. กล่าวเปิดเวทีว่า ไม่ได้คิดว่านี่เป็นการเดิมพันเฉพาะพรรคการเมือง แต่เป็นการเดิมพันไม่ใช่พรรคไหนชนะมาเป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เป็นการเดิมพันอนาคตของบ้านเมือง ลองถามใจตัวเองว่า เชื่อมั่นพรรคการเมือง เชื่อมั่นนโยบายของพรรคไหน และที่สำคัญที่สุดท่านเชื่อมั่นใครที่จะมาทำงานเป็นมืออาชีพ มาพลิกโฉมเศรษฐกิจ ฟันฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ พรรคภูมิใจไทยเชื่อว่า วิกฤตนี้เป็นรอยต่อ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ ซึ่งการเดิมพันไม่ใช่เดิมพันว่าพรรคการเมืองไหนจะชนะเลือกตั้งเข้ามาสู่อำนาจเท่านั้น แต่เป็นการเดิมพันของประเทศ
ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยจึงได้คัดสรร สรรหาบุคคลที่เป็นมืออาชีพ เพราะบ้านเมืองต้องการมืออาชีพเข้ามาทำงาน วันนี้ทุกท่านอาสารับใช้พวกท่านเราเปิดหน้า เปิดตัวประกาศล่วงหน้าท่านสามารถเลือกแบบไม่ต้องลุ้น รู้เลยว่าถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยจะได้ใครมาทำงานให้กับท่านซึ่งเป็นคนที่ได้พิสูจน์ฝีมือการทำงานของตัวเองมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากนั้นนายสีหศักดิ์ ขึ้นเปิดการปราศรัยโดยได้เปิดใจว่า เป็นนักการทูตมืออาชีพ คิดไม่ถึงว่าจะได้มารับหน้าที่เป็น รมว.ต่างประเทศ และยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกด้วย สิ่งที่อยู่ในใจตลอดเวลาตอนที่เป็นเอกอัครราชทูต มีพระราชกระแสจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าผลประโยชน์ของประเทศไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ตนมองว่าประเทศไทยอยู่กับที่และบางครั้งถอยหลังสถานะหายจากจอเรดาร์เวทีโลก เพราะการเมืองของไทยไม่นิ่ง เศรษฐกิจไทยไม่ดี และการทูตต้องตั้งรับอยู่ตลอดเวลา
เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นหน้าที่ของทุกท่านที่จะเลือกผลที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งคิดว่าสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากกว่านั้น คือต้องการเห็นการเมืองใหม่ การเมืองที่มีมาตรฐานสูงขึ้น อยากเห็นผู้บริหารรัฐบาลที่มีความสามารถเป็นอาชีพ การเมืองที่โปร่งใสตรวจสอบได้
พร้อมฉายผลงานการทำงานตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศวันแรก ที่ต้องรับมือกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ซ้ำเติมทั้งการท่องเที่ยวหุ้นและนักลงทุนต่างประเทศ จนสามารถพลิกเกม เอาพื้นที่อธิปไตยคืนมา และได้เปรียบในเวทีโลก
ปัจจุบันทุกคนอยากให้มีการสร้างรั้วแต่ตนคิดว่ารั้วที่ดีที่สุดต้องมี 3.ชั้นคือ 1.ความเข้มแข็งของทหารไทย 2.ความเข้มแข็งทางการทูต ไม่ยอมเสียเปรียบเด็ดขาด 3.ความเข้มแข็งของผู้นำไทย ที่นำพาเรามาสู่ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามเรื่องการต่างประเทศไม่ได้มีกัมพูชาเพียงอย่างเดียวต้องนำความเชื่อมั่นกลับมาสู่ประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่า 4 เดือนที่ผ่านมาเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสถานะของประเทศไทยเป็นอย่างไร
"ผมอยากพูดว่า yes , we can เราทำได้ ขอให้มั่นใจในพรรคภูมิใจไทยและมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของเรา จาก 4 เดือนนั้นขอเป็น 4 ปีได้หรือไม่ ซึ่งใน 4 ปีนี้เชื่อว่าจะนำประเทศไทยไปสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง และ 4 ปีต่อไปนี้การทูตของเราต้องมีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้น พร้อมให้คำมั่นหากได้กลับมาเป็นรัฐบาล จะนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกอย่างมีกิตติภูมิ มีศักดิ์ศรี ผลประโยชน์ของประเทศก็มาก่อน และประเทศไทยต้องเป็นไทย (ไท)"
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เคยเห็นวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เคยเห็นคนตกงาน เคยเห็นธุรกิจที่เจ๊ง เห็นเพื่อนที่ต้องเลิกเรียนหนังสือ จึงไม่สามารถปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้กับประเทศไทยได้อีก จะเห็นได้ว่าคนไทยรู้และพูดแต่ไม่ค่อยมีคนออกมาทำ ตนจึงอาสาออกมาทำ จนคิดว่าถ้ามีแต่คนพูดไม่มีคนออกมาทำประเทศไทย จะเจอวิกฤตแน่ ๆ สิ่งหนึ่งที่ตนเข้ามาเพราะเป็นห่วง มีคำเตือนจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของทั่วโลก ได้เตือนว่าเสถียรภาพการคลังของประเทศไทยเป็นลบ ทำให้โอกาสที่จะเจอวิกฤตนั้นสูงมากตนจึงเห็นทุกอย่างใน 73 วันแรก ได้ขอคืนหนี้ ธ.ก.ส.ให้กับประชาชน ซึ่งไม่มีใครคืนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ตนก็ทำเรื่องความยั่งยืนทางการคลัง เพื่อให้ประเทศไทยรู้ว่าเราไม่แย่อย่างที่คิด
โดยในวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมองว่าประเทศไทยมีมาตรฐานหรือมีเสถียรภาพแล้ว ซึ่งนี่คือสิ่งที่ตนดีใจ โดยตนได้ให้สัมภาษณ์ทุกที่ว่าไม่เสียใจเลยที่ทิ้งชีวิตราชการออกมา แล้วทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤต
ทั้งนี้ได้เสนอตัวขอนายกรัฐมนตรีทำโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจ วันนี้กระทรวงการคลัง คาดการณ์แล้วว่าจีดีพีจะโตขึ้น 1.8 % ซึ่งตัวเลขนี้อาจดูไม่เข้าใจแต่ไตรมาสที่ 4 ช่วงที่มีโครงการคนละครึ่ง โครงการเที่ยวดีมีคืน จะเห็นรอยยิ้มของใบหน้าชาวบ้าน นั่นคือสิ่งที่ทำให้ตนไม่เสียใจที่ลาออกมาจากราชการ เราเห็นความคึกคักและสิ่งต่างๆ เพราะประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นสามารถปิดหนี้ได้ ช่วยคนเป็นหนี้ให้สามารถปิดหนี้ได้ไว และช่วยชีวิตให้สามารถไปต่อได้ ยังมีโครงการ SMEs ที่เพิ่มสภาพคล่องให้ โดยกรมสรรพากรคืนภาษีให้กับ SEMs เม็ดเงินทั้งหมดนี้ไม่ได้ก่อหนี้เพิ่มสักบาทเดียว เป็นเงินงบประมาณที่อนุมัติไว้อยู่แล้ว ให้สามารถหมุนกระตุ้นเศรษฐกิจได้หลายรอบ และใช้เงินจากแบงก์ชาติที่เหลืออยู่เพื่อนำมาทำโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้
ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า จะไม่ทำประชานิยม เพราะมันคือการก่อหนี้ให้ลูกหลานและทำให้ลูกหลานเป็นหนี้ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังนั้นต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพใช้ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง และขอไปบอกพรรคการเมืองว่าอย่าทำเลยประชานิยม
"ยังไม่สบายใจยังมีความทุกข์อยู่เพราะต่างชาติเล็งเห็นว่าไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชียตนไม่สามารถรับได้ และที่สำคัญเมื่อยกประเทศไทยออกจากหล่ม แต่ก็ยังไม่สบายใจเพราะเราจะสามารถทำให้คนป่วยกลับมาแข็งแกร่งและแข่งกับเวทีโลกได้อย่างไร ภาพนี้คือภาพที่สะท้อนว่าทำไมตนจึงอาสาขอทำต่อ"
อ่านข่าว :
เลือกตั้ง 2569 : เข้าคูหา เลือก สส.-ออกเสียงประชามติ ทุกคำถามมีคำตอบที่นี่
แลนด์สเคป "เลือกตั้ง 69" ส้ม-น้ำเงิน-แดง-ฟ้า
เลือกตั้ง 2569 : "พรรคประชาชน" ปราศรัยโค้งสุดท้าย เรียกคะแนนลงหีบเลือกตั้ง
วันนี้ (6 ก.พ.2569) นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวในการปราศรัยใหญ่เวทีสุดท้ายว่า การลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือก สส. แต่เป็นการเลือกผู้นำที่จะพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เพราะประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมาก
นางการดี วิจารณ์บางพรรคที่ประกาศจะ "ขุดรากรื้อระบบ" ในช่วงเวลาที่ประเทศเปราะบาง โดยย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงต้องชาญฉลาด เข้าใจบริบท และใช้มืออาชีพ ไม่ใช่การเปลี่ยนแบบทึกทักไปเองหรือพูดแล้วทำทันทีโดยไม่คิดก่อนทำและไม่มีเป้าหมายชัดเจน บางพรรคใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง หรือทำเสร็จเร็วแต่ไร้ทิศทาง เธอเชื่อว่าประเทศต้องการผู้นำที่เข้าใจปัญหา และพรรคประชาธิปัตย์พร้อมตั้งเป้าหมายที่เชื่อมั่นได้
นางการดี ย้ำว่าหากมองการเลือกตั้งเป็นการเดิมพันอนาคตของลูกหลาน ทุกพรรคควรทำการเมืองโดยยึดอนาคตประเทศเป็นตัวตั้ง ต้องมีเป้าหมายที่วัดผลได้ใน 5-10 ปีข้างหน้า เช่น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เป็นแหล่งระดมทุนที่ยั่งยืน ไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน สร้างเศรษฐกิจสีขาว ลดการทุจริตคอร์รัปชัน และทำให้การลงทุน-ทำธุรกิจสะดวกง่ายขึ้น ยืนยันประชาธิปัตย์มีจริยธรรมสูงกว่ากฎหมาย ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องอายใครในสายตาโลก
และยังระบุว่าการเปลี่ยนแปลงไม่น่ากลัว แต่การเปลี่ยนแล้วไม่รู้จะไปไหนต่างหากที่น่ากลัวที่สุด ประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพ ต้องมีศิลปะและใช้มืออาชีพที่ไว้ใจได้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นศูนย์รวมของคนรุ่นใหม่ที่มีใจเดียวกันและฝันเดียวกันในการสร้างสิ่งดี ๆ ให้ลูกหลาน ยอมรับว่าประสบการณ์ของพรรคทั้งการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐ จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงมีทิศทางชัดเจน ไม่สร้างปัญหาใหม่ หรือเน้นผลระยะสั้นจนกระทบระยะยาว
ตัวอย่างอดีตที่ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจหนัก ๆ และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีคลัง ที่พาประเทศก้าวข้ามวิกฤตได้ในเวลาสั้น ด้วยงบประมาณจำกัดแต่มีนโยบายที่ช่วยประชาชนได้จริง วันนี้ประเทศเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อน จึงต้องการผู้นำที่เข้าใจบริบทและความซับซ้อนของปัญหาโลก
ด้านนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวขอบคุณนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้ตนกลับมาทำการเมืองอีกครั้ง หลังหยุดไปหลายปีเพราะหมดไฟ แต่เมื่อได้คุยกับนายอภิสิทธิ์เพียงวันเดียว ตนตัดสินใจภายใน 5 นาที เพราะเชื่อว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนเดียวที่สามารถพาพรรคกลับมาเป็นที่จับตามองได้
พร้อมเล่าว่า 4 เดือนที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์เหลือความนิยมเพียงร้อยละ 1-2 สส.ทยอยลาออก แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์กลับมา พรรคฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ยกให้อภิสิทธิ์คือ "เดอะแบก" ที่ทำงานหนักสุดขีด ตื่นตี 5 ลงพื้นที่ตลาด เช้าประชุม ดีเบต เย็นเดินทางต่อ ติดต่อกัน 2 เดือนโดยไม่เคยบ่น พร้อมทำทุกอย่างที่พรรคต้องการ
นายสกลธี ยังวิจารณ์ปิดท้ายว่า บางพรรคพูดว่า "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" ซึ่งน่าจะหมายถึงพรรคประชาชน แต่ย้อนถามว่าพรรคนั้นเคยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง กทม. หรือไม่ และหากกลัวคะแนนตกน้ำจริง ควรเลือกประชาธิปัตย์มากกว่า
อ่านข่าว :
กกต.เตือน "แฟนกีฬา" ใส่เสื้อติดเบอร์ เสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง
เลือกตั้ง 2569 : "เพื่อไทย" ปราศรัยใหญ่ทิ้งทวน ปลุกกระแสโหวตเตอร์โค้งสุดท้าย
ไทยพีบีเอส เปิด Peace Room ศูนย์บัญชาการเลือกตั้ง และ Press Center 8 ก.พ.นื้ รายงานผลคะแนนสดจากหน่วยเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ ชวนสื่อไทย-ต่างชาติร่วมเกาะติด เปิดพื้นที่รายงานข่าวโปร่งใส แม่นยำ น่าเชื่อถือ วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวแบบนาทีต่อนาที ให้เสียงของทุกคนมีความหมาย พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์มรายงานผลคะแนนแบบเรียลไทม์ www.thaipbs.or.th/Election69 เกาะติดเลือกตั้งครบทุกมิติ
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เตรียมเปิด Peace Room ศูนย์บัญชาการเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 เพื่อรายงานผลคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบทั่วไป และการออกเสียงประชามติ 2569 แบบเรียลไทม์จากหน้าหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกัน 26 องค์กรภาคีสื่อ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยเริ่มรายงานทันทีหลังปิดหีบเลือกตั้งเวลา 17.00 น.
ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สื่อไทย ที่สื่อมวลชนและภาคประชาชนร่วมกันรายงานผลคะแนนเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ โปร่งใส แม่นยำ และตรวจสอบได้ เพื่อให้เสียงของทุกคนมีความหมายในกระบวนการประชาธิปไตย
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี กล่าวว่า การทำงานของ Peace Room ศูนย์บัญชาการเลือกตั้ง เป็นการรายงานผลการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นความร่วมมือของสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) ไทยพีบีเอส เครือข่ายสื่อพลเมือง พันธมิตรสื่อ 26 องค์กร และอาสาสมัครทั่วประเทศ ร่วมรายงานผลคะแนนจากหน้าหน่วยเลือกตั้ง ตั้งแต่เริ่มปิดหีบและนับคะแนน ทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 10,000 คน
ภายใต้การทำงานและบริหารเครือข่าย โดยทีมนักข่าวพลเมืองไทยพีบีเอส และ VOTE62 โดยที่ศูนย์บัญชาการจะมีนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลก่อนเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ พร้อมทีมงานใน Peace Room กว่า 200 คน ทำงานร่วมกันเพื่อให้การรายงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้
สำหรับการปฏิบัติงานในวันเลือกตั้ง จะใช้พื้นที่ Convention Hall II อาคาร D ไทยพีบีเอส เป็นศูนย์กลางการรายงานผลคะแนนแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป โดยไทยพีบีเอสยังจัดตั้ง Press Center สำหรับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ พร้อมจอมอนิเตอร์แสดงผลคะแนนและข้อมูลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์จากหลายมิติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำข่าว และสนับสนุนการสื่อสารข้อมูลการเลือกตั้งของประเทศไทยสู่สื่อมวลชนและนานาชาติ
นอกจากการรายงานโดยอาสาสมัครภาคประชาชนแล้ว ในครั้งนี้จะมีการเชื่อมต่อข้อมูลโดยตรงจากสำนักงาน กกต. และมีสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่เข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูลระดับประเทศให้สื่อมวลชนทุกช่องได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อให้การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ เป็นครั้งที่สมบูรณ์ที่สุดจนนับคะแนนเสร็จสิ้น เพราะการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความรวดเร็ว แต่สิ่งสำคัญที่ต้องการให้ทุกคนได้รู้คือ ความถูกต้อง ซึ่งทันทีที่หีบเลือกตั้งปิดลงในเวลา 17.00 น. ปฏิบัติการรายงานผลแบบเรียลไทม์จะเริ่มขึ้นทันที
ขณะเดียวกันทีมข่าวไทยพีบีเอส ทำหน้าที่เกาะติดทุกความเคลื่อนไหว ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 07.30-24.00 น. โดยเกาะติดบรรยากาศการเลือกตั้ง ตั้งแต่เปิดจนถึงปิดหีบเลือกตั้ง การนับคะแนนเสียง วิเคราะห์ผลเลือกตั้ง และแนวโน้มการจับมือจัดตั้งรัฐบาล
ด้าน น.ส.กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ในวาระเลือกตั้งครั้งนี้ ไทยพีบีเอสได้มีการจัดทำเว็บไซต์ www.thaipbs.or.th/Election69 ซึ่งเป็นศูนย์รวมข้อมูลการเลือกตั้ง 2569 อย่างรอบด้าน มีไฮไลต์บริการสำคัญ ๆ หลายด้านเผยแพร่ในทุกช่องทางออนไลน์ อาทิ
• Election Results รายงานผลคะแนนเลือกตั้ง ทุกเขต ทุกพื้นที่ แบบเรียลไทม์ ตรวจสอบคะแนนได้ทุกมิติความต้องการ พร้อมทดลองจับขั้วพรรคการเมืองด้วยตัวเอง
• Election Verify ตรวจสอบข่าวปลอม คัดกรองข่าวจริง สร้างสังคมการรู้เท่าทันข่าวลวง ข้อมูลเท็จช่วงการเลือกตั้ง พร้อมตรวจสอบนโยบายของทุกพรรคการเมืองอย่างทั่วถึง
• Tracking Poll การสำรวจแนวโน้มคะแนนความนิยม อัปเดตอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นพื้นที่สะท้อนมุมมองของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้ง
• Election For All เพื่อการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม ด้วย Big sign ภาษามือใหญ่เต็มจอ, Text To Speech อ่านให้ฟังกับทุกข่าวสารเลือกตั้ง และบริการข้อมูลข่าวสารภาคภาษาอังกฤษ
• Election One Word ร่วมส่งความคิดเห็น เรื่องที่ต้องการให้ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
• Election Content รวมเกร็ดการเมืองที่ต้องรู้ก่อนเลือกตั้ง
• Election Activity รับชมทุกกิจกรรมเกาะติดการเลือกตั้งจากไทยพีบีเอส ทั้งในรูปแบบรับชมสด รับชมย้อนหลัง และทุกไฮไลต์จากทุกเวทีดีเบต
ทั้งนี้ สามารถรับชมรายงานสดตรงจากหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ เกาะติดสถานการณ์นาทีต่อนาที ตั้งแต่เปิดหีบจนนับคะแนนเสร็จสิ้น วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ตั้งแต่เวลา 07.30 - 24.00 น. ทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และร่วมติดตามข่าวและข้อมูลการนับคะแนนรวมถึงบรรยากาศหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ทุกช่องทางออนไลน์ไทยพีบีเอส และ www.thaipbs.or.th/Election69
อ่านข่าว
รู้จัก "บัตรเลือกตั้ง-บัตรออกเสียงประชามติ" ก่อนไปใช้สิทธิเลือกตั้งปี 2569
เลือกตั้ง 2569 : เข้าคูหา เลือก สส.-ออกเสียงประชามติ ทุกคำถามมีคำตอบที่นี่
กระบวนการหลัง "ปิดหีบ" 8 ก.พ. เลือกตั้ง 2569 และ ออกเสียงประชามติ