สอบวัดความรู้ระดับชาติ (n-net) ในวันที่ 7 มีนาคม 2564 ณ โรงเรียนพยุหะวิทยาคม

นางสาวสายชล แตงไทย
ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบลเขากะลา
เบอร์โทร 056-267-523
ประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคล คัดเลือกบุคคลเพื่อจ้างเหมาบริการ
ตำแหน่ง พนักงานบริการ (แม่บ้าน) และ ตำแหน่ง พนักงานบริการ (คนสวน)
ปฏิบัติงานในพื้นที่ ณ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครสวรรค์
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกบุคคลภายนอกเพื่อจ้างเหมาบริการ
ตำแหน่ง พนักงานบริการ (คนสวน)
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกบุคคลภายนอกเพื่อจ้างเหมาบริการ ตำแหน่ง พนักงานบริการ (คนสวน)
สอบวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น.
ณ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครสวรรค์
สอบวัดความรู้ระดับชาติ (n-net) ในวันที่ 7 มีนาคม 2564 ณ โรงเรียนพยุหะวิทยาคม

วันนี้ (2 เม.ย.2569) จ.เชียงราย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันอย่างหนัก โดยเฉพาะปัญหา "ฝุ่นข้ามแดน" ในพื้นที่ชายแดน เช่น อ.แม่สาย ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบทั้งฝั่งไทยและเมียนมา
ปัญหาฝุ่นควันไม่ได้กระทบเฉพาะด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัดเชียงราย โดยที่วัดพระธาตุดอยตุง อ.แม่สาย แทบไม่พบนักท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน
เช่นเดียวกับ อ.เชียงแสน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างสกายวอล์ก จุดชมวิวแม่น้ำโขง ซึ่งสามารถมองเห็นเมืองเชียงแสนของไทยและเมืองต้นผึ้งในฝั่งลาว บรรยากาศเงียบเหงา แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือน เนื่องจากสภาพปัญหาฝุ่นควัน
ชาวบ้านบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน เปิดเผยว่า ปัญหาฝุ่นควันรุนแรงต่อเนื่องมานานกว่า 5 วัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะฝุ่นส่วนหนึ่งเป็นฝุ่นข้ามแดน
ทั้งนี้ ปัญหาฝุ่นควันส่วนใหญ่เกิดจากการเผาในพื้นที่ป่า โดยพบจุดความร้อนภายในประเทศไทยจำนวน 1,971 จุด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพบจุดความร้อนมากที่สุดในเมียนมา 4,223 จุด และในลาว 3,348 จุด
สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ออกประกาศฉบับที่ 7 เรื่อง คุณภาพอากาศเกินมาตรฐานบริเวณภาคเหนือตอนบน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ณ เวลา 07.00 น. (2 เม.ย.69) มีค่าระหว่าง 93.8 - 345.3 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง)” โดยพบค่าฝุ่นระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) มีลำดับดังนี้
1) ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 345.3 มคก./ลบ.ม.
2) ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 317.8 มคก./ลบ.ม.
3) ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 216.9 มคก./ลบ.ม.
4) ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 215.1 มคก./ลบ.ม.
5) ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 203.0 มคก./ลบ.ม.
6) ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 197.6 มคก./ลบ.ม.
7) ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 169.0 มคก./ลบ.ม.
8) ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 166.1 มคก./ลบ.ม.
9) ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 136.1 มคก./ลบ.ม.
10) ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 133.7 มคก./ลบ.ม.
11) ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 131.6 มคก./ลบ.ม.
12) ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 128.3 มคก./ลบ.ม.
13) ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 96.7 มคก./ลบ.ม.
14) ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 93.8 มคก./ลบ.ม.
ทั้งนี้ จึงขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวังสุขภาพ โดยงดกิจกรรมกลางแจ้ง แต่หากจำเป็นควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบากระคายเคืองตา โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก และคนชรา หากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์
และควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ให้เตรียมยาและอุปรกณ์จำเป็นให้พร้อมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ในการนี้ ขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาทุกชนิด งดใช้รถยนต์ที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐาน เพื่อลดการเกิดฝุ่นควันสะสมในอากาศอันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย
รวบ 2 ผู้ต้องหาเครือข่ายค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ พร้อมของกลาง "ค่างแว่นถิ่นใต้"
ผ่าโครงสร้างทีมแก้ "ไฟป่า" เน้นสั่งการฉับไว และกระจายอำนาจ
"เอกนัฏ" จ่อทบทวนตรึงค่าไฟ 3.88 บาท - 7 เม.ย.ถก กบง.ปรับโครงสร้างค่าการกลั่น
"เอกนิติ" เรียกประชุม คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันตั้งแต่ค่ากลั่น ค่าขนส่ง เตรียมเสนอผลการศึกษาให้ ครม.พิจารณาภายใน 15 วัน
วันนี้ (2 เม.ย.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เรียกประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) นัดแรก
หลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3)
โดย คตร. มีหน้าที่ ศึกษาหลักเกณฑ์กำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา รวมถึง ศึกษาหลักเกณฑ์คำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เสนอต่อ ครม.พิจารณาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ
ศ.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญพลังงาน และกรรมการ คตร. เตรียมเสนอ กลไกราคาขั้นต่ำ และราคาเพดาน หรือราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งราคาขั้นสูงไม่ควรเกิน 3 บาท จากปัจจุบัน ค่ากลั่นพุ่งขึ้นสูงกว่า 14 บาท กระทบการใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ
อ่านข่าว :
"เอกนัฏ" จ่อทบทวนตรึงค่าไฟ 3.88 บาท - 7 เม.ย.ถก กบง.ปรับโครงสร้างค่าการกลั่น
กบน.ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 3.50 บาท/ลิตร พุ่งแตะ 44.24 บาท มีผล 2 เม.ย.
เรื่องฝุ่นขนาดเล็ก หรือ พีเอ็ม 2.5 และหมอกควันไฟป่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนไทยมานานแล้ว และช่วงกว่าสิบปีมานี้ เกิดขึ้นทุกปี ค่าฝุ่นควันพิษสูงขึ้นต่อเนื่อง
มีการอภิปรายขายฝันจะกำจัดทุกปี แต่จนแล้วจนรอด คนไทยก็ยังจมกับฝุ่นไม่เปลี่ยน
อย่างเดียวที่ถูดจุดพลุว่า เป็นความหวังของคนเหนือและรวมถึงในพื้นที่อื่นที่พีเอ็ม 2.5 ฟุ้งกระจายไปทั่ว คือพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่หลายพรรคแข่งเสนอในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งหลังสุด ปี 69
น่าเสียดายที่ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ และเข้าสู่ชั้นวุฒิสภาแล้ว แต่เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา ร่างกฎหมายนี้ต้องตกไป จึงต้องลุ้นว่า รัฐบาลชุดใหม่จะปัดฝุ่นหยิบร่างนี้มาผลักดันต่อ ในกรอบเวลา 60 วันหรือไม่
การประชุมสภาเมื่อ 1 เม.ย.69 พิจารณาเรื่อง ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 มีผู้เสนอเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา จาก สส.4 คน จาก 4 พรรคการเมือง ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ เว็บไซต์ IQAir ได้เปิดอันดับเมืองมีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก และจ.เชียงใหม่ ขึ้นอันดับ 1 มีค่า US AQI แตะระดับ 198
จัดเป็นพื้นที่สีม่วง อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก แต่ที่สำคัญ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของค่าฝุ่นพิษเท่านั้น
เป็นเหตุให้ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน และเป็น 1 ใน 4 สส.ที่เสนอญัตติดังกล่าว ได้อภิปรายในสภา พาดพิงไป นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ว่าอายเรื่องฝุ่นพิษ PM2.5 ไทย อยู่อันดับ 1 โลกบ้างหรือไม่
นายภัทรพงษ์ อภิปรายตอกย้ำความจริงที่เป็นอยู่ปัจจุบัน คือฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 ในภาคเหนือขณะนี้ เกินกำลังหน่วยงานในพื้นที่ และเข้าเกณฑ์ควรประกาศเขตภัยพิบัติแล้วอย่างน้อย 9 จังหวัด
ไม่ต่างจาก นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.ปชป. และหนึ่งในผู้เสนอญัตติด้วยวาจา ได้ระบุชัดว่า วิกฤตฝุ่นของไทยพุ่ง 50 เท่าของเกณฑ์โลกแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ ทั้งจี้รัฐให้เร่งแก้ PM2.5 และผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก่อนเดดไลน์ที่เหลือเพียง 6 สัปดาห์
เพื่อเอาคนผิดที่เป็นผู้ก่อมลพิษมาลงโทษ ไม่ใช่ไล่จับประชาชนที่เป็นเพียงเกษตรกรทำมาหากิน
ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า ปัญหานี้ความจริงรัฐบาลควรต้องทราบล่วงหน้า เพราะเป็นปัญหาตามฤดูกาล ทุกปีตั้งแต่พ.ย. ถึงเม.ย.-พ.ค. จะเกิดการก่อตัวและสะสมของฝุ่นพิษ หมอกควันและไฟป่า แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษ นอกจากมาตรการเดิมๆ
ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งการของนายก กำชับให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดูแลอย่างเข้มงวดใน 3-4 จังหวัดภาคเหนือ
ที่ขาดไม่ได้และทำมาหลายรัฐบาล คือจี้ผู้ว่าฯ เอาผิดกับคนลักลอบเผาป่าอย่างเฉียบขาด ทั้งที่ทราบกันดีว่า การเผาตอข้าว และซังข้าวโพด เป็นต้นทุนที่เกษตรสามารถทำได้ ต่างจากมาตรการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีจัดการกลบฝัง ซึ่งมีต้นทุนสูง
ไม่ต่างจากมาตรการอื่นๆที่รัฐบาลเคยประกาศดำเนินการ ทั้งการยกระดับเข้มงวดไม่รับซื้อข้าวโพดจากการเผา รวมทั้งผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มี "ยักษ์ใหญ่" ภาคการเกษตรฯของไทย ไปให้การวส่งเสริมตั้งแต่เริ่มปลูกกระทั่งรับซื้อผลผลิต จึงไม่ประสบมรรคผล
รวมทั้งการประสานเจรจากับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขอความร่วมมือ แต่ในทางปฏิบัติก็ยากลำบาก เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ เป็นเรื่องปากท้องความอยู่รอดของเกษตรกรแต่ละประเทศ ที่เราจะเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงไม่ได้
นโยบายและแนวทางต่างๆ จึงต้องวนกลับมาที่เดิม และเป็นต้นตอสำคัญ ที่ทำให้ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 หมอกควัน และไฟป่า ยังคงเป็นปัญหาซ้ำซาก หาทางแก้ไม่ได้ กระทั่งถึงทุกวันนี้
"ประจักษ์ มะวงศ์สา" บรรณาธิการอาวุโส
อ่านข่าว
31 จังหวัด ฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์ หนักสุด "ปาย-เชียงดาว" พุ่งเฉียด 300 มคก.ต่อ ลบ.ม.
วันที่ 1 เม.ย.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักงานประกันสังคมเรื่อง กำหนดผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ ของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ และวิธีในการคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ประกันตน ที่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ
อาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 (2) แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550 เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
2 เงินสมทบ หมายถึง เงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ
3 การคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพให้แก่ผู้มีสิทธิ ให้คำนวณจ่ายถึงวันที่มีสิทธิ ตามหลักเกณฑ์ในข้อ 7 แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550
ข้อ 4 ผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ ให้คำนวณจ่ายในอัตราร้อยละ 2.97 ต่อปี ของเงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนสะสมรวมกัน
ข้อ 5 อัตราผลประโยชน์ตอบแทนตามข้อ 4 ให้ใช้ในการคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ จนกว่าสำนักงานประกันสังคมจะออกประกาศเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ประจำปี พ.ศ.2568 โดยที่เป็นการสมควรกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ ประจำปี พ.ศ.2568 ในการจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 และมาตรา 20 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์ และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน
ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิ ในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ.2561 เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 2 เงินสมทบ หมายถึง เงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ที่คิดจากอัตราเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนเดือนละ 50 บาท ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง และเงินสมทบเพิ่มเติม ตามมาตรา 19 วรรคสอง หรือคิดจากอัตราเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนเดือนละ 150 บาท ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง และเงินสมทบเพิ่มเติมตามมาตรา 20 วรรคสอง
ข้อ 3 ผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ ประจำปี พ.ศ.2568 ให้คำนวณจ่าย ในอัตราร้อยละ 3.58 ต่อปี ของเงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนสะสมรวมกัน
ข้อ 4 อัตราผลประโยชน์ตอบแทนตามข้อ 3 ให้ใช้บังคับสำหรับการคำนวณจ่าย ผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในปีต่อไปด้วย จนกว่าสำนักงานประกันสังคมจะออกประกาศ เปลี่ยนแปลง
อ่านข่าว :
ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศสภาการพยาบาล ให้จัดเวรทำงานไม่เกิน 12 ชม./วัน ลดภาวะ 'หมดไฟในการทำงาน'
สปส.เผยผลสำรวจความคิดเห็น ร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฉบับใหม่
ประกันสังคม ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ฟอกเลือด-ปลูกถ่าย ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม