หมู่ 10 บ้านพุวิเศษ ต.เขากะลา อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ 60130 081-4161915 saichontangthai@gmail.com วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 09.00 น. - 16.00 น.
ครู กศน.ตำบลเขากะลา

IMG 8622.jpq

นางสาวสายชล  แตงไทย

ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบลเขากะลา

 เบอร์โทร 056-267-523

 

 

ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดนครสวรรค์

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป

02 เมษายน 2569

การศึกษา, เรียน สกร., รับสมัครนักศึกษา, สกร.นครสวรรค์, สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดนครสวรรค์
แพลตฟอร์ม กศน.นครสวรรค์

จำนวนผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์
040766
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ผู้เข้าชมทั้งหมด
23
62
342
39961
85
1713
40766

Your IP: 216.73.216.63
2026-04-02 08:21

แจ้งรายชื่อนักศึกษาตำบลเขากะลาที่มีสิทธิ์เข้าสอบ N - NET

สอบวัดความรู้ระดับชาติ (n-net) ในวันที่ 7 มีนาคม 2564 ณ โรงเรียนพยุหะวิทยาคม

 


รายชื่อ n net

ครู กศน.ตำบล

ข่าวประชาสัมพันธ์ ไทยพีบีเอส

ข่าวไทยพีบีเอส - home

02 เมษายน 2569

ข่าวที่คุณวางใจ โดยสำนักข่าวไทยพีบีเอส ติดตามข่าวและสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศได้ที่นี่่
  • ฝุ่นควันปกคลุมชายแดนเชียงราย แม่สาย-เชียงแสน ท่องเที่ยวซบ
    02 เมษายน 2569

    วันนี้ (2 เม.ย.2569) จ.เชียงราย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันอย่างหนัก โดยเฉพาะปัญหา "ฝุ่นข้ามแดน" ในพื้นที่ชายแดน เช่น อ.แม่สาย ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบทั้งฝั่งไทยและเมียนมา

    ปัญหาฝุ่นควันไม่ได้กระทบเฉพาะด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัดเชียงราย โดยที่วัดพระธาตุดอยตุง อ.แม่สาย แทบไม่พบนักท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน

    เช่นเดียวกับ อ.เชียงแสน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างสกายวอล์ก จุดชมวิวแม่น้ำโขง ซึ่งสามารถมองเห็นเมืองเชียงแสนของไทยและเมืองต้นผึ้งในฝั่งลาว บรรยากาศเงียบเหงา แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือน เนื่องจากสภาพปัญหาฝุ่นควัน

    ชาวบ้านบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน เปิดเผยว่า ปัญหาฝุ่นควันรุนแรงต่อเนื่องมานานกว่า 5 วัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะฝุ่นส่วนหนึ่งเป็นฝุ่นข้ามแดน

    ทั้งนี้ ปัญหาฝุ่นควันส่วนใหญ่เกิดจากการเผาในพื้นที่ป่า โดยพบจุดความร้อนภายในประเทศไทยจำนวน 1,971 จุด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพบจุดความร้อนมากที่สุดในเมียนมา 4,223 จุด และในลาว 3,348 จุด

    PM2.5 พุ่งเกินมาตรฐานหลายจังหวัดเหนือ หนักสุด 345.3 มคก./ลบ.ม.

    สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ออกประกาศฉบับที่ 7 เรื่อง คุณภาพอากาศเกินมาตรฐานบริเวณภาคเหนือตอนบน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ณ เวลา 07.00 น. (2 เม.ย.69) มีค่าระหว่าง 93.8 - 345.3 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง)” โดยพบค่าฝุ่นระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) มีลำดับดังนี้

    1) ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 345.3 มคก./ลบ.ม.

    2) ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 317.8 มคก./ลบ.ม.

    3) ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 216.9 มคก./ลบ.ม.

    4) ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 215.1 มคก./ลบ.ม.

    5) ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 203.0 มคก./ลบ.ม.

    6) ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 197.6 มคก./ลบ.ม.

    7) ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 169.0 มคก./ลบ.ม.

    8) ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 166.1 มคก./ลบ.ม.

    9) ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 136.1 มคก./ลบ.ม.

    10) ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 133.7 มคก./ลบ.ม.

    11) ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 131.6 มคก./ลบ.ม.

    12) ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 128.3 มคก./ลบ.ม.

    13) ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 96.7 มคก./ลบ.ม.

    14) ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 93.8 มคก./ลบ.ม.

    เชียงราย-ลำพูน ค่าฝุ่นสีแดงหลายพื้นที่ยาวนาน 9 วัน

    • ที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 9 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน
    • พื้นที่ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และ ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน
    • พื้นที่ ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน และ ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน
    • พื้นที่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน
    • พื้นที่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน

    ทั้งนี้ จึงขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวังสุขภาพ โดยงดกิจกรรมกลางแจ้ง แต่หากจำเป็นควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบากระคายเคืองตา โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก และคนชรา หากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์

    และควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ให้เตรียมยาและอุปรกณ์จำเป็นให้พร้อมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ในการนี้ ขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาทุกชนิด งดใช้รถยนต์ที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐาน เพื่อลดการเกิดฝุ่นควันสะสมในอากาศอันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย

    รวบ 2 ผู้ต้องหาเครือข่ายค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ พร้อมของกลาง "ค่างแว่นถิ่นใต้"

    ผ่าโครงสร้างทีมแก้ "ไฟป่า" เน้นสั่งการฉับไว และกระจายอำนาจ

    "เอกนัฏ" จ่อทบทวนตรึงค่าไฟ 3.88 บาท - 7 เม.ย.ถก กบง.ปรับโครงสร้างค่าการกลั่น

  • "เอกนิติ" ประชุม คตร.นัดแรก ถกต้นทุนราคาน้ำมัน
    02 เมษายน 2569

    "เอกนิติ" เรียกประชุม คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันตั้งแต่ค่ากลั่น ค่าขนส่ง เตรียมเสนอผลการศึกษาให้ ครม.พิจารณาภายใน 15 วัน

    วันนี้ (2 เม.ย.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เรียกประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) นัดแรก

    หลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3)

    โดย คตร. มีหน้าที่ ศึกษาหลักเกณฑ์กำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา รวมถึง ศึกษาหลักเกณฑ์คำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เสนอต่อ ครม.พิจารณาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ

    ศ.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญพลังงาน และกรรมการ คตร. เตรียมเสนอ กลไกราคาขั้นต่ำ และราคาเพดาน หรือราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งราคาขั้นสูงไม่ควรเกิน 3 บาท จากปัจจุบัน ค่ากลั่นพุ่งขึ้นสูงกว่า 14 บาท กระทบการใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ

    อ่านข่าว :

    "เอกนัฏ" จ่อทบทวนตรึงค่าไฟ 3.88 บาท - 7 เม.ย.ถก กบง.ปรับโครงสร้างค่าการกลั่น

    กบน.ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 3.50 บาท/ลิตร พุ่งแตะ 44.24 บาท มีผล 2 เม.ย.

  • ประจักษ์วิเคราะห์ : สภาเดือดถก "พีเอ็ม 2.5" มาทุกปี จมทุกปี ไร้ทางแก้
    02 เมษายน 2569

    เรื่องฝุ่นขนาดเล็ก หรือ พีเอ็ม 2.5 และหมอกควันไฟป่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนไทยมานานแล้ว และช่วงกว่าสิบปีมานี้ เกิดขึ้นทุกปี ค่าฝุ่นควันพิษสูงขึ้นต่อเนื่อง

    มีการอภิปรายขายฝันจะกำจัดทุกปี แต่จนแล้วจนรอด คนไทยก็ยังจมกับฝุ่นไม่เปลี่ยน

    อย่างเดียวที่ถูดจุดพลุว่า เป็นความหวังของคนเหนือและรวมถึงในพื้นที่อื่นที่พีเอ็ม 2.5 ฟุ้งกระจายไปทั่ว คือพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่หลายพรรคแข่งเสนอในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งหลังสุด ปี 69

    น่าเสียดายที่ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ และเข้าสู่ชั้นวุฒิสภาแล้ว แต่เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา ร่างกฎหมายนี้ต้องตกไป จึงต้องลุ้นว่า รัฐบาลชุดใหม่จะปัดฝุ่นหยิบร่างนี้มาผลักดันต่อ ในกรอบเวลา 60 วันหรือไม่

    การประชุมสภาเมื่อ 1 เม.ย.69 พิจารณาเรื่อง ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 มีผู้เสนอเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา จาก สส.4 คน จาก 4 พรรคการเมือง ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ เว็บไซต์ IQAir ได้เปิดอันดับเมืองมีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก และจ.เชียงใหม่ ขึ้นอันดับ 1 มีค่า US AQI แตะระดับ 198

    จัดเป็นพื้นที่สีม่วง อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก แต่ที่สำคัญ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของค่าฝุ่นพิษเท่านั้น

    เป็นเหตุให้ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน และเป็น 1 ใน 4 สส.ที่เสนอญัตติดังกล่าว ได้อภิปรายในสภา พาดพิงไป นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ว่าอายเรื่องฝุ่นพิษ PM2.5 ไทย อยู่อันดับ 1 โลกบ้างหรือไม่

    นายภัทรพงษ์ อภิปรายตอกย้ำความจริงที่เป็นอยู่ปัจจุบัน คือฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 ในภาคเหนือขณะนี้ เกินกำลังหน่วยงานในพื้นที่ และเข้าเกณฑ์ควรประกาศเขตภัยพิบัติแล้วอย่างน้อย 9 จังหวัด

    ไม่ต่างจาก นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.ปชป. และหนึ่งในผู้เสนอญัตติด้วยวาจา ได้ระบุชัดว่า วิกฤตฝุ่นของไทยพุ่ง 50 เท่าของเกณฑ์โลกแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ ทั้งจี้รัฐให้เร่งแก้ PM2.5 และผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก่อนเดดไลน์ที่เหลือเพียง 6 สัปดาห์

    เพื่อเอาคนผิดที่เป็นผู้ก่อมลพิษมาลงโทษ ไม่ใช่ไล่จับประชาชนที่เป็นเพียงเกษตรกรทำมาหากิน

    ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า ปัญหานี้ความจริงรัฐบาลควรต้องทราบล่วงหน้า เพราะเป็นปัญหาตามฤดูกาล ทุกปีตั้งแต่พ.ย. ถึงเม.ย.-พ.ค. จะเกิดการก่อตัวและสะสมของฝุ่นพิษ หมอกควันและไฟป่า แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษ นอกจากมาตรการเดิมๆ

    ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งการของนายก กำชับให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดูแลอย่างเข้มงวดใน 3-4 จังหวัดภาคเหนือ

    ที่ขาดไม่ได้และทำมาหลายรัฐบาล คือจี้ผู้ว่าฯ เอาผิดกับคนลักลอบเผาป่าอย่างเฉียบขาด ทั้งที่ทราบกันดีว่า การเผาตอข้าว และซังข้าวโพด เป็นต้นทุนที่เกษตรสามารถทำได้ ต่างจากมาตรการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีจัดการกลบฝัง ซึ่งมีต้นทุนสูง

    ไม่ต่างจากมาตรการอื่นๆที่รัฐบาลเคยประกาศดำเนินการ ทั้งการยกระดับเข้มงวดไม่รับซื้อข้าวโพดจากการเผา รวมทั้งผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มี "ยักษ์ใหญ่" ภาคการเกษตรฯของไทย ไปให้การวส่งเสริมตั้งแต่เริ่มปลูกกระทั่งรับซื้อผลผลิต จึงไม่ประสบมรรคผล

    รวมทั้งการประสานเจรจากับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขอความร่วมมือ แต่ในทางปฏิบัติก็ยากลำบาก เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ เป็นเรื่องปากท้องความอยู่รอดของเกษตรกรแต่ละประเทศ ที่เราจะเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงไม่ได้

    นโยบายและแนวทางต่างๆ จึงต้องวนกลับมาที่เดิม และเป็นต้นตอสำคัญ ที่ทำให้ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 หมอกควัน และไฟป่า ยังคงเป็นปัญหาซ้ำซาก หาทางแก้ไม่ได้ กระทั่งถึงทุกวันนี้

    "ประจักษ์ มะวงศ์สา" บรรณาธิการอาวุโส

    อ่านข่าว

    31 จังหวัด ฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์ หนักสุด "ปาย-เชียงดาว" พุ่งเฉียด 300 มคก.ต่อ ลบ.ม.

    "เชียงใหม่" ประกาศเขตภัยพิบัติไฟป่า 6 อำเภอ

    ชาวบ้านแม่ฮ่องสอนวอนภาครัฐ จัดสถานที่ฟอกอากาศ ให้ชาวเมือง

  • ประกาศอัตราผลประโยชน์เงินบำเหน็จชราภาพ ม.33 ม.39 ที่ 2.97% - ม.40 ที่ 3.58% ต่อปี
    02 เมษายน 2569

    วันที่ 1 เม.ย.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักงานประกันสังคมเรื่อง กำหนดผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ ของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39

    โดยที่เป็นการสมควรกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ และวิธีในการคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ประกันตน ที่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ

    อาศัยอำนาจตามความในข้อ 6 (2) แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550 เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

    ข้อ 1 ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

    2 เงินสมทบ หมายถึง เงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ

    3 การคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพให้แก่ผู้มีสิทธิ ให้คำนวณจ่ายถึงวันที่มีสิทธิ ตามหลักเกณฑ์ในข้อ 7 แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550

    ข้อ 4 ผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ ให้คำนวณจ่ายในอัตราร้อยละ 2.97 ต่อปี ของเงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนสะสมรวมกัน

    ข้อ 5 อัตราผลประโยชน์ตอบแทนตามข้อ 4 ให้ใช้ในการคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ จนกว่าสำนักงานประกันสังคมจะออกประกาศเปลี่ยนแปลง

    นอกจากนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ประจำปี พ.ศ.2568 โดยที่เป็นการสมควรกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ ประจำปี พ.ศ.2568 ในการจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 และมาตรา 20 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์ และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน

    ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิ ในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ.2561 เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

    ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

    ข้อ 2 เงินสมทบ หมายถึง เงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ที่คิดจากอัตราเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนเดือนละ 50 บาท ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง และเงินสมทบเพิ่มเติม ตามมาตรา 19 วรรคสอง หรือคิดจากอัตราเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนเดือนละ 150 บาท ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง และเงินสมทบเพิ่มเติมตามมาตรา 20 วรรคสอง

    ข้อ 3 ผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ ประจำปี พ.ศ.2568 ให้คำนวณจ่าย ในอัตราร้อยละ 3.58 ต่อปี ของเงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนสะสมรวมกัน

    ข้อ 4 อัตราผลประโยชน์ตอบแทนตามข้อ 3 ให้ใช้บังคับสำหรับการคำนวณจ่าย ผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในปีต่อไปด้วย จนกว่าสำนักงานประกันสังคมจะออกประกาศ เปลี่ยนแปลง

    อ่านข่าว :

    ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศสภาการพยาบาล ให้จัดเวรทำงานไม่เกิน 12 ชม./วัน ลดภาวะ 'หมดไฟในการทำงาน'

    สปส.เผยผลสำรวจความคิดเห็น ร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฉบับใหม่

    ประกันสังคม ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ฟอกเลือด-ปลูกถ่าย ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม