
กศน.ตำบลเขากะลา จัดกิจกรรมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การทำน้ำตาลอ้อย ซึ่งเป็นการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชผลทางการเกษตรของประชาชนตำบลเขากะลา เพื่อเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย และต่อยอดอาชีพเดิม
นางสาวสายชล แตงไทย
ตำแหน่ง ครู ศูนย์การเรียนรู้
เบอร์โทร 081-416-1915
ประกาศ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครสวรรค์
เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกบุคคลเพื่อจ้างเหมาบริการ
ประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคล คัดเลือกบุคคลเพื่อจ้างเหมาบริการ
ตำแหน่ง พนักงานบริการ (แม่บ้าน) และ ตำแหน่ง พนักงานบริการ (คนสวน)
ปฏิบัติงานในพื้นที่ ณ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครสวรรค์
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกบุคคลภายนอกเพื่อจ้างเหมาบริการ
ตำแหน่ง พนักงานบริการ (คนสวน)

กศน.ตำบลเขากะลา จัดกิจกรรมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การทำน้ำตาลอ้อย ซึ่งเป็นการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชผลทางการเกษตรของประชาชนตำบลเขากะลา เพื่อเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย และต่อยอดอาชีพเดิม
กรณีพระสงฆ์ศรีลังกา 22 รูป ถูกจับที่สนามบินศรีลังกา ข้อหาครองครองกัญชา สายพันธุ์คุช (Kush) ซึ่งเป็นกัญชาที่มีฤทธิ์แรงเป็นพิเศษ ซ่อนอยู่ภายในช่องลับ ของกระเป๋าเดินทาง น้ำหนักรวม 110 กก. หลังเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศไทย และถูกนำตัวขึ้นศาล เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นั้น
วันนี้ (29 เม.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ลักลอบนำกัญชาออกนอกประเทศไทย ผ่านช่องทางสนามบิน ได้กว่า 2,000 คดี รวมของกลางกว่า 32 ตัน ในช่วงตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ส่วนคดีล่าสุดที่พระสงฆ์ศรีลังกา 22 รูป ถูกจับที่สนามบินศรีลังกา หลังจากนำกัญชาออกจากไทยเข้าศรีลังกา พบพฤติกรรม อาจโยงกับขบวนการรับจ้าง "หิ้วยาเสพติด"
ทันทีที่ลงจากเครื่องบินที่ สนามบินประเทศศรีลังกา เมื่อกลางดึกวันที่ 25 เม.ย. พระสงฆ์กลุ่มนี้ ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดศรีลังกา สกัดจับไว้ทั้งหมด เนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านบทความของสำนักข่าวบีบีซีแผนกภาษาสิงหล ทำให้เห็นพฤติกรรมของพระสงฆ์ 22 รูป ที่ถูกสกัดจับพร้อมกัญชา น้ำหนักรวม 110 กิโลกรัม ที่แบ่งบรรจุซุกซ่อนมาในช่องลับ ของกระเป๋าเดินทาง ปะปนกับอุปกรณ์การเรียน และขนมขบเคี้ยว
ผู้สื่อข่าวบีบีซี ยังระบุในรายงานว่า นี่เป็นครั้งแรกที่พระสงฆ์ถูกจับพร้อมยาเสพติดจำนวนมาก ตำรวจศรีลังกาพบหลักฐานภาพถ่ายจากมือถือของกลางหลายภาพ ที่เผยให้เห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระสงฆ์กลุ่มนี้ ขณะอยู่ในไทยเพียงแค่ 4 วัน โดยหนึ่งในภาพนั้นเป็นภาพที่พบว่า แต่งชุดปกติ ถ่ายภาพกับผู้หญิงลักษณะใกล้ชิดในรถ
ข้อมูลสืบสวนพบว่า ส่วนใหญ่เป็นพระนักศึกษา จากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วศรีลังกา ในจำนวนพระสงฆ์ 22 รูป มี 17 รูป ที่ตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย
รายงานข่าว ยังระบุว่า ตำรวจขยายผลจับพระสงฆ์รูปหนึ่ง ชื่อ "อมิตานันทะ" พระสงฆ์จากเมืองเกลานียา (Kelaniya) ของศรีลังกา เชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ทำหน้าที่ทั้งสั่งการ จัดหาตั๋วเครื่องบินให้พระสงฆ์กลุ่มนี้ และประสานการรับของ ล่าสุดศาลแขวงที่ศรีลังกา สั่งควบคุมตัวพระสงฆ์ทั้ง 22 รูป ไว้ 7 วัน เพื่อขยายผลตรวจสอบความเชื่อมโยง และผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการ
ด้านผู้นำทางศาสนาศรีลังกา ออกแถลงการณ์ประณาม การกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง ระบุว่า เป็นการใช้จีวรบังหน้า พร้อมยืนยันว่าหากพบกระทำความผิดจริงจะดำเนินการ "ขับพระ" ที่กระทำผิดออกจากสมณเพศตามกฎหมาย
ขณะที่ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ครั้งนี้อาจเป็นเครือข่ายลักลอบขนกัญชา โดยใช้พระสงฆ์บังหน้า เนื่องจากกลุ่มพระภิกษุสงฆ์ ไม่ใช่ผู้โดยสารเป้าหมายในการเฝ้าระวังคดียาเสพติด พร้อมยอมรับว่า อาจเป็น "ช่องว่าง" การตรวจสอบ
ขณะที่กลุ่มประเทศเฝ้าระวังคดียาเสพติดอันดับแรกคือ สหราชอาณาจักร รองลงมาคือกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป สหรัฐฯ และ แคนาดา ตามลำดับ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการประสานข้อมูลสกัดกั้นยาเสพติดร่วมกัน หลังพบมีการลักลอบลำเลียงทางอากาศเพิ่มสูงขึ้น 6 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สกัดคดีลอบขนกัญชาทางสนามบินได้ 2,346 คดี รวมของกลางกว่า 32 ตัน
อ่านข่าว
ศรีลังกาจับพระสงฆ์ขนกัญชา หลังเดินทางกลับจากประเทศไทย
“ศรีลังกา” ประกาศให้วันพุธเป็นวันหยุดราชการ หวังประหยัดพลังงาน
"สหรัฐฯ" กดดัน "ศรีลังกา" ไม่ให้ส่งตัวลูกเรือที่รอดชีวิตกลับอิหร่าน
รู้ว่าไร้อาวุธก็ยังยิง อดีต จนท.อินเดียประณาม สหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่าน
เสียชีวิต 87 คน เหตุโจมตีเรือฟริเกตอิหร่านนอกชายฝั่งศรีลังกา
วันนี้ (29 เม.ย.2569) ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมหารือ เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีผู้แทนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.สงขลา จ.สตูล จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง
นายประเสริฐ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกัน 5 ประเด็นว่า ภารกิจด้านการศึกษาเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในเขตพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน้าที่หลักในการจัดการศึกษา จึงควรเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะการยกระดับการศึกษาเกี่ยวกับทุนมนุษย์
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งยกระดับการศึกษาของครูโรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา รวมถึงนักเรียน ทั้งเรื่องของการเทียบโอนหลักสูตร วุฒิการศึกษาที่ต้องทำให้รวดเร็วยิ่งขึ้น การอบรมให้ความรู้แก่ครู และนักเรียน รวมถึงการอัปเกรดหลักสูตรให้สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบัน
กระทรวงศึกษาธิการ ยินดีสนับสนุนงบประมาณ ตามความเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานด้านการศึกษา เร่งจัดตั้งบอร์ดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และผู้ช่วยเลขา ศอ.บต.ด้านการศึกษา การพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ เช่น การพัฒนาด้านภาษาที่เป็นเอกลักษณ์
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า บรรยากาศการพูดคุยในวันนี้เป็นไปด้วยดีและสร้างสรรค์ ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่า โรงเรียนสอนศาสนาเป็นที่บ่มเพาะกลุ่มสร้างความรุนแรง ยืนยันว่า ทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ตรวจสอบมาโดยตลอด ยังไม่พบปัญหาว่ามีการบ่มเพาะตามที่ถูกกล่าวอ้าง
ด้าน นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เปิดเผยว่า รู้สึกสบายใจ ที่ได้มาพูดคุยกันในวันนี้ และได้แนวทางในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ที่เป็นระบบมากขึ้น
ขณะที่ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะดำเนินการเป็นรูปธรรม ในการตรวจสอบความโปร่งใสของโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัยจากสังคม ซึ่ง ศอ.บต. จะเป็นตัวกลางในการสร้างความเข้าใจและพิสูจน์ข้อเท็จจริง
อ่านข่าว
“ประเสริฐ” หารือ “รร.ปอเนาะ – ตาดีกา” 5 จังหวัดชายแดนใต้
"ประเสริฐ" ถกปอเนาะ-ตาดีกา 29 เม.ย.หารือแนวทางทำงานร่วมกันในอนาคต
"ประเสริฐ" ฟ้อง "ศุภชัย" หมิ่นประมาท ปม "MOU ดีอี–บริษัทสิงคโปร์"
วันนี้ (29 เม.ย.2569) บรรษัทกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งออสเตรเลีย (ABC News) รายงาน อ้างอิงกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการเสด็จเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วันของพระองค์ และสมเด็จพระราชินีคามิลลา
กระแสพระราชดำรัสของพระองค์ ยังครอบคลุมถึง 3 ประเด็นสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ยุคใหม่ ได้แก่ ความร่วมมือนานาชาติภายใต้องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนไตรภาคี ด้านความมั่นคงออสเตรเลีย-สหราชอาณาจักร-สหรัฐฯ (AUKUS) และปัญหาโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
พระองค์ตรัสว่า มาตรา 5 ของ NATO ที่ระบุว่า ถ้าภาคีใดภาคีหนึ่งของ NATO ถูกโจมตีด้วยอาวุธ จะถือเสมือนว่าทุกภาคีถูกโจมตีด้วย และจะร่วมกันรับมือ เป็นหลักการที่มีการใช้ในทางปฏิบัติเป็นครั้งแรก เมื่อครั้งที่สหรัฐฯ ถูกกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ โจมตีอาคารแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2544
ในปัจจุบันภาคี NATO จำเป็นต้องใช้หลักการเดียวกันนี้ เพื่อร่วมกันปกป้องยูเครน และประชากรที่กล้าหาญของยูเครน เพื่อให้บังเกิดสันติภาพถาวร และความเป็นธรรมอย่างแท้จริง และว่าหลักการร่วมนี้ และศักยภาพร่วมของกองทัพสหรัฐฯ-ภาคี NATO อื่น ๆ จะช่วยปกป้องพลเรือน และผลประโยชน์ของ NATO ให้ปลอดภัยจากอริได้
สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสว่า ภายใต้ข้อตกลง AUKUS รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ก็ได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักร ในการประกาศแสนยานุภาพทางทหารไปทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพที่สหราชอาณาจักร มอบให้แก่สหรัฐฯ อีกทั้งสหราชอาณาจักรยังให้การต้อนรับการประจำการของบุคลากรทางทหารสหรัฐฯ รวมหลายพันคน
เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ ให้การต้อนรับการประจำการ ของบุคลากรทางทหารของสหราชอาณาจักรถึง 30 รัฐ ด้วยความภาคภูมิใจเสมอกัน นอกจากนี้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ยังพัฒนาเครื่องบินขับไล่ F-35s ร่วมกัน และยังอยู่ระหว่างร่วมกันพัฒนาเรือดำน้ำ พลังงานนิวเคลียร์หลายลำร่วมกับออสเตรเลียด้วย
พระองค์ตรัสด้วยว่า โครงการร่วมพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ไตรภาคีภายใต้ข้อตกลง AUKUS ถือเป็นความร่วมมือที่เป็นความใฝ่ฝันสูงสุดร่วมกันครั้งประวัติศาสตร์ พระองค์ยังได้ตรัสถึงปัญหาโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่ควรเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของประชาคมนานาชาติในปัจจุบัน
รายงานชี้ว่า พระราชประสงค์หลักในกระแสพระราชดำรัส ต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ และในการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ขององค์พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักรก็ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ และประชาชนของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะก่อนหน้านี้ ทรัมป์ไม่พอใจ ที่นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร ไม่ร่วมกับสหรัฐฯ ทำศึกกับอิหร่าน
อีกทั้งทรัมป์ยังประกาศขู่หลายครั้ง ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจาก NATO พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาคี NATO อื่น ๆ เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อปกป้องตนเอง ไม่ยินดีสนับสนุนยูเครนอย่างแข็งขัน และประกาศลดการสนับสนุนแผนการนานาชาติ เพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อนหรือสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
ในกระแสพระราชดำรัสส่วนหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า การประกาศเอกราชของสหรัฐฯ จากสหราชอาณาจักรเมื่อ 250 ปีก่อน ซึ่งพระราชประสงค์ประการหนึ่งของพระองค์ในการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ก็เนื่องในวโรกาสการประกาศเอกราชครบ 250 ปีของสหรัฐฯ ในปี 2569 ก็เกิดจากความไม่เห็นพ้องกันของทั้ง 2 ฝ่ายในอดีต
อย่างไรก็ดี พระองค์ตรัสว่า ค่านิยมในระบอบประชาธิปไตยที่สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ มีร่วมกันโดยสหรัฐฯ ได้รับการถ่ายทอดจากสหราชอาณาจักร ก็ทำให้สัมพันธภาพของทั้ง 2 ฝ่ายมั่นคงในที่สุด ซึ่งเป็นประโยชน์ไม่เพียงต่อประชากรของทั้ง 2 ฝ่าย แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อประชากรโลกโดยรวมด้วย
รายงานระบุว่า ในช่วงต้น ๆ ของกระแสพระราชดำรัส พระองค์ตรัสถึงเหตุการณ์ที่มือปืนบุกเดี่ยวเข้างานเลี้ยงอาหารเย็น ของสมาคมสื่อมวลชนสายทำเนียบขาว (WHCA) เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมุ่งหวังจะสังหารทรัมป์ และกลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ว่า ความรุนแรงในลักษณะดังกล่าวจะไม่มีทางบรรลุผล
อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงไม่มีหมายกำหนดการ ที่จะให้กลุ่มผู้เสียหายของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนายทุน-นักโทษคดีค้ามนุษย์เพื่อเพศพาณิชย์ และคดีล่วงละเมิดทางเพศชาวอเมริกัน และกลุ่มผู้สนับสนุนพวกเขาเข้าเฝ้าฯ ในช่วงการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ ตามที่มีผู้เสนอ เนื่องจากข้อกังวลว่า อาจกระทบต่อกระบวนการสอบสวนของตำรวจ
ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรพระองค์แรก ที่ทรงมีกระแสพระราชดำรัสต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ นับจากปี 2534 ซึ่งสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 พระราชมารดาของพระองค์ ทรงมีกระแสพระราชดำรัสต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จเยือนสหรัฐฯ ในปีนั้น
บุกจับ "แพทย์ชาวเกาหลีใต้" ลอบให้คำปรึกษาศัลยกรรมในไทย
ญี่ปุ่นเตรียมใช้ "หุ่นยนต์" ทำงานภาคพื้นสนามบินแทนมนุษย์
เปิดตัวชิงเก้าอี้ "ผู้ว่าฯกทม." ค่ายฟ้า-ส้ม หวังโค่นแชมป์เก่า "ในเงาแดง"
วันนี้ (29 เม.ย.2569) กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์บริเวณพื้นที่ช่องจอม (โอร์สเม็ด) ภายหลังได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารี เกี่ยวกับสถานการณ์ในวันนี้ เวลา 10.30 น. ว่า ฝ่ายกัมพูชาได้นำคณะ ผู้ช่วยทูตทหารประจำกัมพูชา เข้ามาในบริเวณใกล้พื้นที่อาคารที่มีการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย หรือตึกสแกมเมอร์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แนวลวดหนามที่ฝ่ายไทยจัดวางไว้เพื่อกำหนดขอบเขตความปลอดภัย
ทั้งนี้ ฝ่ายทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำพื้นที่ ดำเนินการแจ้งเตือนตามขั้นตอนมาตรฐาน ให้ถอยห่างออกจากแนวลวดหนาม เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่ง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชายังคงมีพฤติกรรมเข้าใกล้แนวพื้นที่ดังกล่าว และแสดงออกในลักษณะยั่วยุ เช่น การถ่ายภาพบริเวณหน้าแนวลวดหนาม
จากสถานการณ์ดังกล่าว และเมื่อทราบว่ามีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนร่วมอยู่ด้วย ฝ่ายทหารไทย จึงใช้มาตรการควบคุมสถานการณ์ในระดับต่ำ โดยการจุดประทัดเสียงจำนวน 3 นัด ภายในบริเวณอาคารด้านใน เพื่อเป็นสัญญาณแจ้งเตือนให้หยุดการเคลื่อนที่ และถอยออกจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นไปตามกฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement: ROE) อย่างเคร่งครัด ส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาหยุดการเคลื่อนที่ และนำคณะผู้สังเกตการณ์ถอยออกจากแนวลวดหนามโดยสงบ
กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า ไม่มีการใช้อาวุธปืนหรือกำลังร้ายแรงใด ๆ ในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยการปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นไปด้วยความยับยั้งชั่งใจ และคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่ายเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชามีพฤติกรรมยั่วยุในลักษณะต่าง ๆ ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน เช่น การขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าใกล้แนวลวดหนาม พร้อมเร่งเครื่องส่งเสียงดัง รวมถึงการแสดงท่าทีเสมือนใช้อาวุธหนัก เพื่อหวังให้เกิดความหวาดกลัวหรือยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทหารไทยยังคงยึดมั่นในระเบียบวินัย ความอดทนอดกลั้น และการปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย รักษาเสถียรภาพความมั่นคงบริเวณชายแดน และคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศต่อไป
อ่านข่าว :
“ประเสริฐ” ถก “รร.ปอเนาะ-รร.ตาดีกา” 5 จ.ชายแดนใต้ ได้ข้อสรุปพัฒนาการศึกษา 5 ประเด็น
พระราชดำรัสครั้งประวัติศาสตร์ ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ
กกล.ผาเมือง ปะทะขบวนการขนยาเสพติด วิสามัญฯ 2 คน ยึดยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด