หมู่ 10 บ้านพุวิเศษ ต.เขากะลา อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ 60130 081-4161915 saichontangthai@gmail.com วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 09.00 น. - 16.00 น.
ครู กศน.ตำบลเขากะลา

IMG 8622.jpq

นางสาวสายชล  แตงไทย

ตำแหน่ง ครู ศูนย์การเรียนรู้

 เบอร์โทร 081-416-1915

 

 

ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดนครสวรรค์

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป

27 เมษายน 2569

การศึกษา, เรียน สกร., รับสมัครนักศึกษา, สกร.นครสวรรค์, สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดนครสวรรค์
แพลตฟอร์ม กศน.นครสวรรค์

จำนวนผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์
042201
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ผู้เข้าชมทั้งหมด
41
42
83
41820
1520
1713
42201

Your IP: 216.73.216.235
2026-04-27 11:34

ประชุม ศส.ปชต.เขากะลา ไตรมาส 2 / 2567

S 7446548 0

ครู กศน.ตำบล

ข่าวประชาสัมพันธ์ ไทยพีบีเอส

ข่าวไทยพีบีเอส - home

27 เมษายน 2569

ข่าวที่คุณวางใจ โดยสำนักข่าวไทยพีบีเอส ติดตามข่าวและสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศได้ที่นี่่
  • ปชป.จัดเสวนา "ระบบขนส่ง" มองไทยต้องเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งหมด
    27 เมษายน 2569

    วันนี้ (27 เม.ย.2569) พรรคประชาธิปัตย์ จัดเสวนาครั้งที่ 2 เรื่อง UNLOCK THE CITY ระบบอัจฉริยะ ขนส่งสาธารณะ และอนาคตเมืองภายใต้งาน"ฟ้าใหม่ Forum…เวทีเสวนาทุกปัญหา กทม. ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ???" โดยมี 2 ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการจราจรอัจฉริยะ และระบบการขนส่งสาธารณะ ได้แก่ ศ.ดร.เอกชัย สุมาลี รองผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI และดร.นริศรา ลิ้มธนากุล เป็นผู้ดำเนินรายการ

    ศ.ดร.เอกชัย กล่าวถึงหัวข้อการแก้ไขปัญหาจราจร โดยได้นำเสนอแนวคิดการเปลี่ยนผ่านกรุงเทพฯ สู่ Smart City ด้วยการใช้เทคโนโลยี และโมเดลการขนส่งสมัยใหม่ ซึ่งนิยามของ Smart City ไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่คือการนำ "เครื่องมือใหม่" มาตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของคนเมืองใน 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติของสิ่งแวดล้อม ก็คือการลดมลพิษจากการเดินทาง มิติของความปลอดภัย เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการใช้ถนนและระบบขนส่ง และมิติการเดินทาง เพื่อทำให้ลื่นไหลและคาดการณ์ได้

    ทั้งนี้ ปัจจุบันการเดินทางในกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนสูง (Multi-Modal) คือคนหนึ่งคนใช้พาหนะหลายประเภทต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง โจทย์สำคัญคือ การลดต้นทุนต่อหัว ซึ่งทำอย่างไรให้ค่าเดินทางถูกลง รวมถึงการบริหารเวลานั่น ต้องทำอย่างไรให้ใช้เวลาบนท้องถนนน้อยที่สุด และต้องวัดผลได้จริง โดยเทคโนโลยีที่นำมาใช้ต้องตอบได้ว่า คนสะดวกขึ้นจริงไหม และประหยัดขึ้นเท่าไหร่

    ศ.ดร.เอกชัย กล่าวว่า แนวทางการประยุกต์ใช้กับกรุงเทพฯ ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลัก องค์ประกอบแรก คือ Integrate Data ซึ่งข้อมูลจากทุกภาคส่วนต้องบูรณาการ และแชร์ให้ประชาชนรับทราบ องค์ประกอบที่สอง Decision Support System หากเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดฝัน ต้องมีระบบช่วยตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาจราจรทันที และองค์ประกอบที่สาม Collaborative Infrastructure ซึ่งโครงสร้างพื้นฐาน (ทางด่วน รถไฟฟ้า ถนน) ต้องทำงานสอดประสานกัน

    "ทางออกของการจราจรติดขัด ไม่ใช่การตัดถนนเพิ่ม แต่คือการบริหารจัดการข้อมูล" หัวใจสำคัญคือการสร้าง Business Model ใหม่ โดยใช้เมืองเป็นห้องทดลอง (Living Lab) เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี หากเราสามารถเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งหมดเข้าสู่แพลตฟอร์มเดียวได้ จะไม่เพียงแค่ช่วยลดปัญหารถติด แต่ยังเป็นการสร้าง พื้นที่ธุรกิจใหม่ ที่ทำให้กรุงเทพฯ เติบโตอย่างยั่งยืนและลดต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจที่เสียไปกับเวลาบนท้องถนน" ศ.ดร.เอกชัย กล่าว

    ด้าน ดร.สุเมธ กล่าวถึงประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ และแนวทางการแก้ไขว่า สำหรับรากเหง้าของปัญหา เกิดจากผังเมืองและการขยายตัวที่ไร้ทิศทาง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในอดีต ทำให้พื้นที่อยู่อาศัยกระจายตัวออกไปไกล ส่งผลให้ความต้องการเดินทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    สำหรับความคุ้มค่าเปรียบเทียบกับต้นทุนนั้น ดร.สุเมธ กล่าวว่า การสร้างทางด่วนใช้เงินหลักหมื่นล้านบาท แต่รถไฟฟ้าใช้หลักห้าหมื่นถึงแสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันระบบรถไฟฟ้ายัง "ขาดทุน" เกือบทั้งหมด และเนื่องจากรัฐมีงบจำกัดจึงต้องให้เอกชนลงทุน ทำให้ค่าโดยสารมีราคาสูงและระบบยังไม่ครอบคลุมพอ

    ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า สำหรับวิกฤตของ "รถเมล์" จากอดีตสู่ปัจจุบัน โดยในอดีตรถเมล์คือกระดูกสันหลัง ของคนกรุง แต่ปัจจุบันสัดส่วนผู้ใช้ลดลงกว่า 30% เนื่องมาจากปัญหาด้านการบริหารจัดการ เพราะวงจรการบริหารที่ล้มเหลว

    ดังนั้น ทางออกสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม วิทยากรเสนอ 4 แนวทางหลัก ได้แก่

    1.Vision Alignment ต้องมีเป้าหมายเดียวกันในระยะไกล ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

    2. Clear Accountability ควรแบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจนว่าหน่วยงานไหนดูแลส่วนใด

    3.Connectivity Investment การขยายถนนต้องไม่มองแค่ "ทางรถ" แต่ต้องลงทุน "ทางเท้า" ให้เดินได้จริงเพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง

    4.Market Restructuring ต้องจัดโครงสร้างการตลาดใหม่เพื่อให้เอกชนสามารถพัฒนาบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ดร.สุเมธ เน้นย้ำว่า ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ไม่ได้จบลงที่การมีรถเมล์ใหม่ หรือรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ต้องแก้ที่ โครงสร้างอำนาจการบริหาร ที่ต้องรวมศูนย์เป้าหมายมาไว้ที่ท้องถิ่น และการสร้าง "ระบบนิเวศการเดิน" (Walkability) เพราะระบบขนส่งมวลชนจะมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อคนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก และปลอดภัยตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากบ้าน

    อ่านข่าว

    ปชป.เตรียมชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม. เล็งเปิดตัวผู้สมัครภายในต้น พ.ค.นี้

    “วีระพงษ์” ลาออก รอง หน. “ประชาธิปัตย์” รับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยเจรจา FTA

    "อภิสิทธิ์" ลั่นนโยบายรัฐบาลอนุทิน ไม่นึกถึงประชาชน คนจะร้อง "พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว"

  • รัฐบาลโชว์ผลงาน 6 เดือน จับของปลอม 1.3 ล้านชิ้น เสียหาย 2.3 พันล้าน
    27 เมษายน 2569

    วันนี้ ( 27 เม.ย.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเป็นประธานแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รอบ 6 เดือน ปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.2568-มี.ค.2569) โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) และผู้แทนหน่วยงานรัฐ และ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต อาทิ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักรมา ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ

     โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ และภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว ทุกภาคส่วน บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาด ย่านการค้า ช่องทางออนไลน์ และด่านศุลกากร ปรากฎผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 รอบ 6 เดือน สามารถจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท  

    ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของคนไทยและของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย

    เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพจากการใช้สินค้าปลอม รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าละเมิดเหล่านี้ได้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอย่างยิ่ง

    การบูรณาการปราบปราม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานร่วมแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง สอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง

    รวมถึงเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อแสดงให้นักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่และยังเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และคุ้มครองผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต

     ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้มุ่งยกระดับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการทำงานเชิงรุกทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อตัดวงจร ปิดช่องโหว่ ขยายผลถึงต้นตอ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหาย

    นอกจากนี้ ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์ทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญานวัตกรรม เทคโนโลยี และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม

     อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิ์แล้ว ประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยขอความร่วมมือ ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

    อ่านข่าว:

    "สินค้าละเมิด" ทะลัก 3 เดือน ยึดกว่า 7.2 แสนชิ้น กิจเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

    บุกทลายโกดังของเถื่อน เจอเครื่องสำอางปลอมกว่า 2.23แสนชิ้น

    "สหรัฐฯ" เปิดรายงานตลาดขายสินค้าปลอมออนไลน์ ไม่มีชื่อ “ไทย”

  • เปิดผลจัดอันดับ THE เอเชีย "จุฬาฯ" ติดท้อป 5 อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย
    27 เมษายน 2569

    วันนี้ (27 เม.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา Times Higher Education (THE) ผู้จัดทำ THE World University Rankings ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถืออันดับต้นๆ ของโลก ได้มีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาที่ดีที่สุดในเอเชีย หรือ THE Asia University Rankings 2026 ซึ่งปีนี้ มีสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการจัดอันดับจำนวน 929 แห่ง ผลปรากฏว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการจัดอันดับ 1 มหาวิทยาลัยของไทย และ อยู่ในอันดับที่ 12 ของอาเซียน

    Top 5 มหาวิทยาลัยไทยที่ได้รับการจัดอันดับจาก Times Higher Education (THE)

    1.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อันดับ 134)

    2.มหาวิทยาลัยมหิดล (อันดับ 146)

    3.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (อันดับ 201-250)

    4.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อันดับ 251-300)

    5.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (อันดับ 401-500)

    สำหรับ THE Asia University Rankings 2026 พิจารณาจาก 5 ตัวชี้วัด ได้แก่ การเรียนการสอน (Teaching) 24.5% การจัดการระบบนิเวศการวิจัย (Research Environment) 28% คุณภาพการวิจัย (Research Quality) 30% รายได้จากผลงานลิขสิทธิ์และนวัตกรรม (Industry) 10% และความเป็นสากล (International outlook) 7.5%

    ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเพิ่มเติมได้ที่

    https://www.timeshighereducation.com/world-university-rankings/2026/regional-ranking

    https://www.timeshighereducation.com/world-university-rankings/asia-university-rankings-2026-methodology

    วิจารณ์เดือดคอนเทนต์ "ผงยาแนว" ป้ายคนเล่นน้ำสงกรานต์

    อิทธิพลมืด-ผลประโยชน์ชายแดนใต้ "เบื้องหลังสั่งตาย" สส.กมลศักดิ์"

    "หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่" สะท้อนภาพ "การเมืองนำการทหาร"

  • ก.พลังงาน ร้อง DSI ดำเนินคดี 6 บริษัทค้าน้ำมัน พบพิรุธส่อทุจริต
    27 เมษายน 2569

    วันนี้ (27 เม.ย.2569) น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ คณะทำงานสุดซอย คดีการกักตุนน้ำมัน พร้อมทีมกฎหมาย ได้รับมอบหมายจากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เข้ายื่นร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทคลังน้ำมันและผู้ค้าน้ำมัน รวม 6 ราย ในความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 หลังตรวจสอบพบความผิดปกติของเอกสารการขนส่งน้ำมันทางเรือกว่า 166 รายการ

    น.ส.ฐิติภัสร์ เปิดเผยว่า กรมธุรกิจพลังงานตรวจสอบใบขนส่งน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 โดยเฉพาะเอกสารในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่าผู้ประกอบการทั้ง 6 ราย มีเอกสารไม่เป็นไปตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน จึงเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย

    เอกสารที่พบความผิดเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรือจากโรงกลั่นใน จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี ไปยังพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.ชุมพร และ จ.สงขลา

    น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวต่อว่า ตามกฎหมายแล้ว ใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือต้องมีข้อมูลสำคัญ 8 รายการ แต่จากการตรวจสอบ พบว่าหลายเอกสารมีข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือระบุไม่ถูกต้อง เช่น ไม่ระบุวันที่ออกเอกสาร หมายเลขซีล หมายเลขเรือ ชื่อเรือ หรือแหล่งต้นทางรับน้ำมัน นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติของระยะเวลาการขนส่ง โดยบางกรณีใช้เวลานานกว่าปกติ 2–3 วัน ซึ่ง DSI จะต้องนำไปขยายผลเพิ่มเติม

    น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวอีกว่า ประเด็นปริมาณน้ำมันที่อาจสูญหายหรือผิดปกติ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยมอบหมายให้ DSI เป็นผู้ชี้แจง เนื่องจากคดีมีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน รวมถึงเส้นทางขนส่งตั้งแต่โรงกลั่นไปยังคลังน้ำมัน และการกระจายไปยังปลายทาง

    ขณะเดียวกันหากพบพฤติการณ์กักตุนสินค้า หรือประวิงเวลาการจำหน่าย อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ โดย DSI จะเป็นหน่วยงานหลัก ในการประสานข้อมูลและดำเนินคดี หากตรวจพบความเสียหายต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รัฐบาลพร้อมดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

    ด้าน พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี DSI ตัวแทนที่ออกมารับหนังสือ เปิดเผยว่า จะนำเรื่องนี้ไปตรวจสอบ โดยจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษ ว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่

    นอกจากนี้ กรณีการสอบสวนบริษัทใน จ.อ่างทอง ที่ปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ทางอธิบดี DSI มีคำสั่งรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษอีก 1 คดีแล้ว โดยจะออกหมายเรียกพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามและผู้ถือหุ้น เพื่อเข้ามาให้ปากคำชี้แจงในฐานะพยานตามขั้นตอนต่อไป

    ส่วนการสืบสวนบริษัทเจ้าของเรือขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในทะเล จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 8 บริษัท ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับประเด็นน้ำมันล่องหน กลางทะเลประมาณ 60 ล้านลิตร ที่ผ่านมาคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน สอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปแล้ว 6 บริษัท เหลืออีก 2 บริษัทเรือ ที่อยู่ระหว่างประสานว่า จะเข้าพบพนักงานสอบสวนภายในสัปดาห์นี้

    อ่านข่าว :

    กรมอุตุฯ ประกาศเตือน "ไทยตอนบน" รับมือพายุฤดูร้อน 29 เม.ย.-1 พ.ค.

    มอบตัวแล้ว อดีตประธานชุมชนยิง "นักข่าวลำปาง" เสียชีวิต ปมที่จอดรถ

    ศาลให้ประกัน "มิน-แซม" คดีดิไอคอน วงเงิน 1 ล้านบาท