หมู่ 7 ต.ศาลเจ้าไก่ต่อ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ 60150 056-271501 086-6754595 Maresa.su@gmail.com
ครู ศกร.ระดับตำบลศาลเจ้าไก่ต่อ

154630282 280508370089740 6343618238427494705 n

นางสาวสุภาพร  สุผามาลา

ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบล

 เบอร์โทร 086-6754595

 

 

แพลตฟอร์ม กศน.นครสวรรค์

จำนวนผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์
019673
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ผู้เข้าชมทั้งหมด
7
5
26
19505
372
490
19673

Your IP: 192.168.1.1
2026-02-24 06:40

กศน.ตำบลศาลเจ้าไก่ต่อรับสมัครนักศึกษาประจำภาคเรียนที่ 2/2564

สุภาพร สุผามาลา

ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กศน.นครสวรรค์

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป

การศึกษา, เรียน สกร., รับสมัครนักศึกษา, สกร.นครสวรรค์, สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดนครสวรรค์
ข่าวประชาสัมพันธ์ ไทยพีบีเอส

ข่าวไทยพีบีเอส - home

24 กุมภาพันธ์ 2569

ข่าวที่คุณวางใจ โดยสำนักข่าวไทยพีบีเอส ติดตามข่าวและสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศได้ที่นี่่
  • ทภ.เผย กำลังพลเจ็บ 1 ถูกสะเก็ดระเบิดขณะลาดตระเวนชายแดนรอยต่อสระแก้ว-บุรีรัมย์
    24 กุมภาพันธ์ 2569

    วันนี้( 24 ก.พ.69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (วันที่ 23 ก.พ.69) เวลา 14.20 น. เกิดเหตุทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 1 ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บ ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนบริเวณจุดตรวจหลักเขต 28 พื้นที่รอยต่อตาพระยา–ละหานทราย บริเวณผาหินตัด ชายแดนรอยต่อ จ.สระแก้ว และ จ.บุรีรัมย์

    ผู้ได้รับบาดเจ็บ คือ ส.อ.ธนพล มัดยาดำ ตำแหน่งพลลาดตระเวน สังกัดกองร้อยลาดตระเวนไกลที่ 2 กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณฝ่ามือซ้าย ปลายนิ้วชี้ และนิ้วกลาง

    กำลังพลนายดังกล่าวอยู่ในสังกัดกองกำลังบูรพา แต่เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ฝั่งละหานทราย จ.บุรีรัมย์ จึงนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลนางรอง โดยขณะนี้แพทย์อยู่ระหว่างเตรียมผ่าตัดตกแต่งบาดแผลในช่วงค่ำวันนี้

    ทั้งนี้ โรงพยาบาลหน่วยต้นสังกัดใน จ.ปราจีนบุรี รับทราบเหตุแล้ว หากอาการดีขึ้น มีแผนส่งตัวกลับไปรักษาต่อที่ โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี ต่อไป พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของเหตุระเบิดดังกล่าวอย่างละเอียดอีกครั้ง

    ทหารเขมรเผาป่าก่อกวนไทย ศูนย์ไฟป่าอุบลฯ แนะทำ "ไม้ตบไฟ" รับมือ

    ทภ.2 สรุปเหตุไฟป่าชายแดนไทย-กัมพูชา 8 จุด ยังควบคุมได้

    ทภ.2 เกาะติดสถานการณ์ไฟป่าชายแดนไทย–กัมพูชา ยันไม่กระทบภารกิจทหารไทย

  • "ทันกวินท์" ยื่น กกต. ส่ง ศร.ยุบ "พรรคประชาชน" ปม "สเปกเตอร์ ซี"
    24 กุมภาพันธ์ 2569

    วันนี้ (24 ก.พ.2569) นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักวิชาการอิสระ เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ายื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองและ กกต. ขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายุบพรรคประชาชน จากกรณีที่เกี่ยวข้องกับกิจการ "สเปกเตอร์ ซี" พร้อมขอให้ดำเนินคดีอาญา น.ส.พรรณิการ์ วานิช และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้บริหารพรรค รวม 14 คน

    นายทันกวินท์ ระบุว่า มีหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค แต่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน โดยอ้างถึงกรณีที่ น.ส.พรรณิการ์ ให้สัมภาษณ์และพาสื่อมวลชนเข้าไปยังอาคารอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2569 ซึ่งอาคารดังกล่าวพรรคประชาชนแจ้งต่อ กกต. ว่า เช่าเป็นที่ทำการพรรค ในอัตราเดือนละ 200,000 บาท

    นายทันกวินท์ยังอ้างว่า น.ส.พรรณิการ์ สามารถเข้าถึงพื้นที่หลายชั้นของอาคาร รวมถึงชั้นที่มีการดำเนินกิจการของ "สเปกเตอร์ ซี" และมีการยืนยันจากโฆษกพรรคประชาชนว่า กิจการดังกล่าวตั้งอยู่ในอาคารสำนักงานพรรค

    นายทันกวินท์ ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูล "สเปกเตอร์ ซี" พบว่า มีลักษณะเป็นกิจการด้านการจัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ ซึ่งเข้าข่ายสื่อมวลชน และในปี 2566 ซึ่งเป็นปีเลือกตั้ง มีผลประกอบการขาดทุน จึงตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง พร้อมอ้างว่า มีการใช้งบกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองบางส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการดังกล่าว

    นอกจากนี้ ผู้ร้องยังตั้งประเด็นเรื่องการครอบงำพรรค โดยระบุว่า น.ส.พรรณิการ์ ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองและไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคได้ หากมีพฤติการณ์ชี้นำหรือสั่งการ อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งกำหนดโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับ 100,000 - 200,000 บาท พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในคำร้อง ยังขอให้ตรวจสอบผู้บริหารพรรค 14 คน ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการบริหารและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่า อาจมีความเกี่ยวข้องกับกิจการสื่อ และเข้าข่ายต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

    นายทันกวินท์ ระบุว่า ได้ขอให้ กกต. ตรวจสอบเอกสารทางการเงินของ "สเปกเตอร์ ซี" รวมถึงข้อมูลการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม โดยอ้างว่า มีข้อมูลเงินประกันสังคมที่รอส่ง และหากพบว่ามีบุคลากรของกิจการทำงานอยู่ในสำนักงานพรรค ก็อาจเข้าข่ายความผิดเพิ่มเติม

    "ปริญญา" ตั้งข้อสงสัยปมทำลายบัตรเลือกตั้ง ถูกระเบียบหรือไม่ ?

    "ทรงศักดิ์" เผยยังไม่ถูกทาบทามนั่ง "มท.1" บอก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกฯ

    “อนุทิน-ธรรมนัส” คืนสู่โลกความจริง

  • “ธรรมนัส” ถอย มีโอกาสพรรคแตก “กล้าธรรม” ไม่ได้ตั้งเพื่อเป็นฝ่ายค้าน
    24 กุมภาพันธ์ 2569

    ท่ามกลางบรรยากาศความสับสน และข่าวปีดดีลกระชับเก้าอี้รัฐบาล “อนุทิน 2”  ด้วยการผลัก “พรรคกล้าธรรม” ไปอยู่ฝ่ายค้าน แต่ผ่านไปเพียง 2 วัน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาปฎิเสธยังไม่ปิดดีลจัดตั้งรัฐบาล 300 เสียง  โดยระบุว่า ต้องรอผลรับรองจาก กกต.ก่อน "ดีลยังไม่ได้เปิดเลย จะปิดดีลได้อย่างไร" ขณะที่ีรายงานข่าวจากแกนนำจากต่ายน้ำเงินว่า รัฐบาลใหม่จะเริ่มดำเนินนโยบายได้ก่อนสงกรานต์ 

    จึงน่าลุ้นว่า..  สุดท้ายแล้ว  “รัฐบาลอนุทิน 2”  จะมีหน้าตาอย่างไร  และพรรคกล้าธรรมยังอยู่ในสมการนี้หรือไม่ เป็นไปได้ไหมว่าจะถูกดีดไปเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน 

    รศ.ยุทธพร  อิสรชัย  สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าว ผ่าน “รายการนิวส์รูม” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยชี้ว่า โอกาสที่พรรคกล้าธรรมจะได้เข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 มีมากกว่าการที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเงื่อนไขนี้ คือหากพรรคกล้าธรรมต้องการจะเข้าร่วมรัฐบาล  “ร.อ.ธรรมนัส”  ต้องไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี    

    ด้วยเหตุ “พรรคกล้าธรรม” ถือเป็นพรรคที่มีความสำคัญในระดับหนึ่งที่น่าจะถูกดึงไปร่วมรัฐบาลพรรคแรกๆ แต่ปัจจัยเกิดจากไม่ถูกยอมรับจากพรรคการเมือง เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนในเวทีการเลือกตั้งจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม หมายถึงระหว่างประชาธิปัตย์กับกล้าธรรม ต้องมีแค่พรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้นที่จะมาอยู่ในรัฐบาล ส่วนพรรคประชาชน แม้ไม่ได้ประกาศชัดแต่พูดในลักษณะหมายถึงกล้าธรรม  

    รศ.ยุทธพร มองว่า แม้ ร.อ.ธรรมนัส  จะอยู่ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษา หากสังเกตจะพบว่ามีความสำคัญกว่าหัวหน้าพรรค ผู้ที่จะตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่าพรรคจะไปทิศทางไหน เชื่อว่าน่าจะเป็น ร.อ.ธรรมนัส

    “พรรคกล้าธรรม เหมือนจะบริหารจัดการทางการเมืองง่ายเพราะทุกอย่างอยู่กับบรรดาแกนนำ แต่ท้ายสุดมีเงื่อนไขหลายอย่าง ในการบริหารจัดการทางการเมืองที่ไม่ง่ายสำหรับพรรคกล้าธรรม สุดท้ายหากคุยกันลงตัวที่พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล แต่ไม่มีชื่อ ร.อ.ธรรมนัส ก็อาจจะเป็นไปได้ ที่จะเกิดการมาร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม”

    ส่วนการแย่งชิงเก้ารมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหาหรือไม่นั้น รศ.ยุทธพร กล่าวว่า  แม้กระทรวงการคลัง  กระทรวงพาณิชย์  จะเป็นกระทรวงในเชิงนโยบาย เพื่อกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ในภาคปฎิบัติ “กระทรวงเกษตรฯ คือ ขาที่สามของการกำหนดนโยบายประเทศ  โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร รากหญ้า ที่มีผลต่อคะแนนนิยมในการปูฐานเลือกตั้งครั้งหน้า จึงไม่น่าแปลกใจที่ ร.อ.ธรรมนัส   ต้องการนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีอีกสมัย  รวมถึงบรรดาพรรคการเมืองพรรคอื่นด้วย

    “ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจจะต้องเป็น กระทรวงการคลังและพาณิชย์  แต่ภาคปฏิบัติต้องมีครบทั้งสามขา ขาภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ขาภาคการท่องเที่ยว รายได้จากอุตสาหกรรมการบริการ  อีกด้านอาจไม่ใช่รายได้หลักแต่มีเกษตรกรในภาคเกษตรกรรมจำนวนมาก ในการสร้างฐานคะแนนนิยม การสร้างผลงาน  เพื่อปูฐานในการเลือกตั้ง จึงสำคัญมากสำหรับทุกพรรคการเมือง”

    ไม่ต้องแปลกใจว่า “กระทรวงเกษตรฯ” จะเย้ายวนและเป็นที่ต้องการของพรรคเพื่อไทยเช่นกัน ขณะที่พรรคภูมิใจไทย มองการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโจทย์ใหญ่ประเทศ จึงไม่ใช่แค่กระทรวงการคลัง หรือพาณิชย์ แต่ต้องบริหารด้านอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของภูมิใจไทยในการจัดการบริหารทรัพยากรบุคคล

    ยังไม่รวมปัจจัยภายในพรรคการบริหารจัดการกลุ่มก๊วนการเมืองบ้านใหญ่ที่ย้ายขั้ว เข้ามาหลายคน  และส่วนใหญ่เป็นสัญญาใจที่เคยให้ไว้ต่อกัน

    “และเก้าอี้รัฐมนตรีเหล่านี้  ก็เป็นที่ต้องการของพรรคภูมิใจไทยด้วย ขณะที่กล้าธรรมก็อยู่กระทรวงเกษตรฯมานาน ลงหลักปักฐานพอสมควรแล้ว การจะโยกย้ายกระทรวง ก็เป็นสิ่งที่กล้าธรรมไม่อยากได้แบบเดียวกัน”

    ร.ศ.ยุทธพร มองเสถียรภาพ รัฐบาลอนุทิน 2 ว่า สมการรัฐบาลอนุทิน 2 จำนวน 300 เสียง และพรรคฝ่ายค้านที่มีพรรคกล้าธรรมรวม 200 เสียง ดูเหมือนมีเสถียรภาพ แต่เอาเข้าจริงเป็นเสถียรภาพแบบกลวง ๆ  เนื่องจาก 300 เสียงฟากฝั่งรัฐบาลมีแค่พรรคใหญ่คือภูมิใจไทย พรรคขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทย นอกนั้นเป็นพรรคเล็กกว่า 10 กว่าพรรค 

    “เชื่อว่าเป็นเรื่องยาก ในการบริการกระบวนการทางการเมือง จะมีเกมการต่อรองจากพรรคเล็กตลอดเวลา รวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วย ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจกฎหมายสำคัญๆ แล้วพรรคเพื่อไทยถอยหรือถอนตัว ก็จะทำให้รัฐบาลมีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา เพราะภูมิใจไทยมี 193 เสียง   และพรรคเล็กอีก 33 เสียง   เพราะฉะนั้นรวมกันแล้วก็ยังไม่ถึง 250 เสียง ถ้าไม่มีพรรคที่ 3  จึงต้องมีพรรคใหญ่ หรือพรรคขนาดกลาง เป็นพรรคที่  3 เข้าร่วม ดังนั้นตัวเลือกวันนี้ จึงมีแค่พรรคกล้าธรรมหรือประชาธิปัตย์” 

    รศ.ยุทธพร อธิบายว่า อีกมุมหากประชาธิปัตย์มาร่วม ในกรณีที่เพื่อไทยถอนตัว เสียงรัฐบาลก็จะปริ่มน้ำ แต่ถ้าพรรคกล้าธรรมร่วม และพรรคเพื่อไทยถอน   รัฐบาลยังไปได้ต่อได้ ใน แง่การดุลอำนาจกันระหว่างพรรคเพื่อไทย กับกล้าธรรม  ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้ามา

     “แต่พรรคกล้าธรรมก็มีเงื่อนไขติดในประเด็นใหญ่ของ ร.อ.ธรรมนัส   ที่อาจจะทำให้ตัดสินใจ  หรือไม่ตัดสินใจร่วมรัฐบาล รวมถึงภูมิใจไทยด้วยว่า จะเลือกกล้าธรรม  มาร่วมรัฐบาลหรือไม่”

    ...ถ้าถามว่าฝั่งไหนมีน้ำหนักมากกว่ากันระหว่างพรรคภูมิใจไทยจะเอาหรือไม่เอา  กับพรรคกล้าธรรม จะไปหรือไม่ไป…  รศ.ยุทธพร มองว่า พรรคภูมิใจไทยถือไพ่เหนือกว่ามีในมือแล้ว 300 เสียง  ถือว่าเป็นเสียงที่มีเสถียรภาพ  แต่ระยะยาวที่บอกว่าจะเป็นเสถียรภาพแบบกลวง ๆ ดังนั้นในแง่ของการจัดตั้งรัฐบาลตัวเลขตอนนี้ฝ่ายค้านยังไงก็ไล่ไม่ทัน ถึงจะรวมกล้าธรรมไปด้วยก็มีแค่ 200 เสียง ยังขาดอีก 100 เสียงแต่ในระยะยาวต่างหากคือสิ่งที่ต้องพิจารณาว่า  จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่

    เสถียรภาพรัฐบาล ไม่มีอะไรน่าห่วงเพราะเสียง สส. พรรคภูมิใจไทย เกือบ 200 เสียง เสียงรัฐบาลไปถึง 300 เสียง อีกทั้ง สว. ก็มีทิศทางทัศนคติสอดคล้องกันองค์กรอิสระก็ตั้งกันเกือบทุกองค์กรที่มีวาระถึง 7 ปี คล่อมถึง 2 รัฐบาล  

     แต่ในแง่ “เสถียรภาพของระบบการเมือง” เป็นภาพใหญ่ ทั้งเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน เรื่องภัยพิบัติจะเกิดขึ้นไหม หรือสถานการณ์แบบโควิด - 19 จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่  ไม่มีใครรู้ ยังไม่รวมปัญหาไทย - กัมพูชา แม้แต่ม็อบเลือกตั้งที่การเลือกตั้งจะโมฆะ หรือไม่โมฆะ และม็อบเหล่านี้จะขยายตัวไหม รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังทำประชามติด้วย

    รศ.ยุทธพร มองว่า สิ่งเหล่านี้อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเมืองในภาพใหญ่ทั้งหมด ซึ่งเสถียรภาพรัฐบาลเป็นแค่หนึ่งในนั้นฉะนั้นเสถียรภาพรัฐบาลก็อาจจะถูกส่งผลจากปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ที่อยู่นอกรัฐสภา 

    “การเมืองหรือคณิตศาสตร์การเมืองในสภา อาจไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด นอกจากเสถียรภาพในเชิงตัวเลขแล้ว รัฐบาลเองก็ต้องพิจารณาถึงประเด็นเหล่านี้ด้วย”

    ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทย ไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล หรือพรรคกล้าธรรมไม่ได้ร่วมรัฐบาล  สิ่งไหนมีผลเสียมากกว่ากัน รศ.ยุทธพรมองว่า “ภูมิใจไทย  หากไม่มีกล้าธรรม โอกาสเสีย มีความเป็นไปได้สูงกว่า

    ขณะที่ฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาชน และประชาธิปัตย์ที่อาจจะมีความมั่นใจและมีความชำนาญ ประสบการณ์ทางฝ่ายค้าน แม้พรรคกล้าธรรมอาจจะไม่ชำนาญเท่าสองพรรค  แต่มีเกมการเมืองนอกสภา 

     “การเลือกตั้งที่ผ่านมา กล้าธรรมไม่อยู่ในเวทีดีเบต ไม่อยู่ในโพล ไม่อยู่ในโซเชียล แต่มารอในสภาแล้วด้วยวิธีการในแบบของพรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนก็แปลกใจ  ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยก็อาจเจอเกมการเมืองนอกสภา”

    ส่วนพรรคกล้าธรรม ถ้าไม่ได้ร่วมรัฐบาล ก็อาจจะเสียมากกว่าได้เหมือนกัน เนื่องด้วยพรรคฯตั้งขึ้นมาไม่ได้ต้องการเป็นฝ่ายค้านและเป็นรัฐบาลมาโดยตลอด ตั้งขึ้นมี สส. 20 กว่าคนมารอทันที เลือกตั้งซ่อมจังหวัดนครศรีธรรมราชก็ชนะ เลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ เมื่อไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฝ่ายค้านก็อาจจะไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ต้องการก็ได้

    ลักษณะพรรคกล้าธรรม คล้ายๆ พรรคพลังประชารัฐ ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนบุคคลคนหนึ่งเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ส่วนพรรคพลังประชารัฐจะเห็นได้การถอนตัวของ “พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ”  พรรคก็ลดขนาดลงมากลายเป็นพรรคเล็ก และพรรคกล้าธรรม หาก ร.อ.ธรรมนัสถอนตัวทางการเมือง หรือไม่รับตำแหน่ง ถอยจากการเมืองไปเรื่อย ๆ  ก็มีโอกาสที่พรรคจะแตกได้เช่นกัน

     

    อ่านข่าว

    อลหม่าน "รัฐบาลภูมิใจไทย" กล้าธรรม-ธรรมนัส "เสี่ยง" โดนเท ?

    "ยกเลิก" MOU 44 ไทย-กัมพูชา "สัญญาใจ" มัดรัฐบาลภูมิใจไทย

    สูตรใหม่รัฐบาลอนุทิน "กล้าธรรม-เพื่อไทย" เงื่อนไข ไร้เงา "ธรรมนัส"

  • "ทรงศักดิ์" เผยยังไม่ถูกทาบทามนั่ง "มท.1" บอก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกฯ
    24 กุมภาพันธ์ 2569

    วันนี้ (24 ก.พ.2569) นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวเตรียมรับตำแหน่งรมว.มหาดไทยว่า เรื่องนี้ไม่ทราบ เห็นแต่ข่าว

    ส่วนการที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยบอกว่า การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วนั้น นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เห็นแต่ในข่าว ส่วนตัวคิดว่าควรให้ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งก่อน เพราะขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมี สส. ไปโหวตเรื่องนายกรัฐมนตรี

    พร้อมย้ำว่า ไม่ทราบจริง ๆ กับข่าวที่มีการแบ่งโควตารัฐมนตรีแล้ว โดยเรื่องนี้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องรอ กกต. รับรอง สส. ก่อน ส่วนได้รับการทาบทามให้นั่งตำแหน่งรมว.มหาดไทยแล้วหรือไม่ นายทรงศักดิ์ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า บางครั้งอาจไม่เป็นไปตามข่าว

    "ปริญญา" ตั้งข้อสงสัยปมทำลายบัตรเลือกตั้ง ถูกระเบียบหรือไม่ ?

    “อนุทิน-ธรรมนัส” คืนสู่โลกความจริง

    "สนธิญา" ยื่น "กกต." สอบจริยธรรมผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ