

นางสาวสุภาพร สุผามาลา
ตำแหน่ง ครู กศน.ตำบล
เบอร์โทร 086-6754595
เสร็จประชุม สส.พรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค เตรียมลาพักยาวบินไปดูแสงเหนือที่ยุโรป อ้างว่าเตรียมการล่วงหน้าเป็นปี เพื่อพาคนในครอบครัวไปเที่ยว
แต่ในมุมของกูรูทางการเมือง กลับเห็นว่า มีนัยทางการเมืองสอดแทรก
ส่วนหนึ่งเชื่อว่า เป็นผลจากถูกเมินร่วมรัฐบาลจาก พรรคภูมิใจไทย เพราะนอกจากเลี่ยงพบกับ ร.อ.ธรรมนัสแล้ว ยิ่งเด่นชัด ในวันที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูลคุยกับ น.ส.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่จ.สงขลา
เพื่อเดินหน้าหวังตั้งรัฐบาลปลอดภาพสีเทาๆ เพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชน ต่อเนื่องจากชัยชนะในศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ.69
แต่อีกส่วนหนึ่ง กลับมองต่างออกไป ด้วยเชื่อว่า เป็นการตั้งหลักเตรียมพร้อมเอาคืน ซึ่งเป็นวิธีการที่ ร.อ.ธรรมนัส ถูกมองว่า มักชอบใช้ เมื่อตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ และเมื่อเดินทางกลับ จะมาพร้อมแผนพลิกเกมทางการเมือง
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ยิ่งหากพรรคภูมิใจไทยไม่รีบประกาศให้ชัดเจนว่าจะเลือกพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่ ยิ่งน่าเป็นห่วง ดังที่ รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว นักวิชาการ ม.บูรพา ให้ทัศนะไว้ว่า บางคน บางพรรค จะเน้นที่เป้าหมาย โดยไม่สนใจวิธีการ
ต้องไม่ลืมว่าช่วงเวลานี้ ปัญหาเลือกตั้ง สส. โดยเฉพาะเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู ยังเป็นประเด็นใหญ่ขยายผลบานปลายไปถึงขั้น ผิดกฎหมาย-ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 การเลือกตั้งต้องเป็นไปอย่างเปิดเผยและลับ หรือไม่
คำร้องจากหลายฝ่าย จะมีไปถึงทั้งศาลปราบโกง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กว่าจะชัดเจน คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
จึงจะมีผลต่อการรับรองผลและตั้งรัฐบาลอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในระหว่างนี้ เกมการเมืองทั้งบนดินและอาจรวมถึงวิธีใต้ดิน ย่อมต้องมีการขยับขับเคลื่อนคู่ขนานกันไป
ยุทธศาสตร์ที่พรรคกล้าธรรม และร.อ.ธรรมนัส อาจนำมาใช้ จึงไม่อาจจะมองข้ามได้
จึงไม่แปลก ที่คนมีกำหนดพักยาวไปดูแสงเหนือที่ยุโรป จะได้โอกาสพูดประชดประชันแบบมีเหน็บอยู่ในทีว่า ตอนนี้ที่น่ากลัวกว่าตั้งรัฐบาล คือเรื่อง "เลือกตั้ง" ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ปมความขัดแย้งของ 2 พรรค ภูมิใจไทยกับ กล้าธรรม ที่เป็นพันธมิตรแน่นแฟ้น เมื่อครั้งตั้งรัฐบาล "อนุทิน 1"ยังถูกตั้งปุจฉาจากคอการเมืองส่วนหนึ่งด้วยว่า จะมีรายการ "สาวไส้" ของอีกฝ่ายหนึ่งออกมาเพื่อดิสเครดิต หรือตอบโต้กลับคืนหรือไม่ (ถูกหรือผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
เพราะความสัมพันธ์ที่มีก่อนหน้านี้ เชื่อว่า น่าจะอยู่ในระดับ "ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่" รู้ไส้รู้พุงกันดี
เมื่อนั้น การเมืองไทยที่ไร้มิตรแท้และศัตรูถาวรอยู่แล้ว จะยิ่งเพิ่มดีกรีความฟอนเฟะ และสะดุดขาให้กองนิ่งติดหล่มอยู่กับที่ ล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้าน มากกว่าที่เป็นอยู่อีกหรือไม่
แต่อย่างน้อย จะเป็นผลดีต่อประชาชนคนไทยที่หูตาจะได้สว่างรู้เท่าทันฝ่ายการเมืองจากการเปิดสาวไส้ของฝ่ายการเมืองด้วยกันเอง
ดังที่ นายทวิสัณฑ์ โลณานุรักษ์นักวิชาการอิสระ จากจ.นครราชสีมา ตั้งข้อสังเกตุไว้
"ประจักษ์ มะวงศ์สา" บรรณาธิการอาวุโส
อ่านข่าว
"วิษณุ" ระบุเสี่ยงโมฆะ กรณีบัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ด
ภูมิใจไทย เปิดตัว "ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่" หนุน "อนุทิน" นายกฯ ทะลุ 286 เสียง
วันนี้ (19 ก.พ.2569) ศาลกลางกรุงโซล มีคำพิพากษาตัดสินให้ นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีความผิดในข้อหาเป็นผู้บงการก่อกบฏ และใช้อำนาจในทางมิชอบ จากกรณีการประกาศกฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2024
ศาลระบุว่า การประกาศกฎอัยการศึกและการสั่งการกำลังความมั่นคงเข้าควบคุมพื้นที่รอบรัฐสภา เป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและส่งผลกระทบต่อกระบวนการนิติบัญญัติอย่างร้ายแรง แม้อัยการจะร้องขอให้ลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรลงโทษจำคุกตลอดชีวิต
ยุนเคยได้รับการยอมรับจากบทบาทอัยการสูงสุดในคดีถอดถอนอดีตประธานาธิบดี Park Geun-hye ช่วงปี 2559–2560 ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ แต่เหตุการณ์ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปลายปี 2567 ซึ่งถูกสภามีมติยกเลิกในเวลาต่อมา กลายเป็นชนวนวิกฤตการเมืองและนำไปสู่การดำเนินคดีในที่สุด
ก่อนการอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านมารวมตัวแสดงจุดยืน ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีแนวโน้มจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด ทำให้กระบวนการทางกฎหมายยังอาจดำเนินต่อไป
คำตัดสินครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองเกาหลีใต้ และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อจากนี้
ย้อนอดีตเลือกตั้ง “โมฆะ” มรสุมการเมืองไทยสมัย “ทักษิณ -ยิ่งลักษณ์”
ภูมิใจไทยเตรียมเปิดตัว 4 ว่าที่ สส.ประชาชาติ หนุนอนุทินนั่งนายกฯ
กลายเป็นประเด็นร้อน หลัง นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในหัวข้อ"ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย" ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2569
หลังมีการถาม-ตอบในประเด็นว่า การเลือกตั้งอาจเป็น "โมฆะ" หรือไม่ จากกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้
โดยนายวิษณุ ระบุว่า การตีความกฎหมายมี 2 แนวทาง คือ
1. ผลการลงคะแนนเลือกตั้ง ไม่ลับ กกต.ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงอย่างไร ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85
2.ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทางลับ เพราะลับหรือไม่ลับ พิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ดูกันภายหลัง
และกรณีบาร์โค้ดไม่เหมือนปี 2549 ซึ่งตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน นั่นหมายความว่า ครั้งนั้นได้สร้างบรรทัดฐาน โดยยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ
"แนวทางที่ 1 ว่าไม่ได้ลับ เพราะตรวจสอบย้อนกลับได้ มีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็ไม่ใช่ความลับ"
คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ระบุว่าการเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่ต้องเป็นความลับตลอดเวลา ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว
คดีนี้หากไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญ จะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบ ที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า นาย ก. ก็แสดงว่าไม่ลับ ถือเป็นความเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจจะผิดก็ได้
ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสจะเป็นโมฆะหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ และไม่กล้าจะคาดเดา... หากการลงคะแนนไม่ลับแล้ว ก็อยู่ที่ กกต. ว่าจะสั่งอย่างไร หาก กกต. เห็นว่าไม่ลับก็ออกได้ทางเดียว คือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ จะเลือกเฉพาะบางเขตไม่ได้ เพราะบัตรเลือกตั้งมันเหมือนกันทั้งประเทศ
แต่ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดอย่างไร ไม่กล้าฟันธง แต่จะมาบอกว่าเอาแค่ กกต. รับผิดไปก็แล้ว จะไม่เป็นแบบนั้น เพราะคดีเมื่อปี 2549 โดนหลายเด้ง ทั้งเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ กกต. ต้องรับผิดแล้วก็ติดคุก
พลันที่ประเด็นดังกล่าว ถูกมือกฎหมายของประเทศ ชี้ออกมา ทำให้มีการตั้งคำถามว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะจริง จะสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร
ด้วยก่อนหน้านี้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากรอดีต กกต. ก็เคยออกมาวิเคราะห์ถึงประเด็นนี้ ผ่านรายการตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2569 โดยระบุนอกจากปัญหาคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด บนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ยังมีอีก 2 ปัจจัยที่ส่งให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะได้ด้วย คือ "คูหาเลือกตั้ง" ที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ เพราะต้องใช้สำหรับลงคะแนนออกเสียงประชามติพร้อมๆ กัน และเรื่องของการจัดการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม ดังที่ปรากฏข้อร้องเรียนต่างๆ มากมาย
และหากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะพบว่า การสั่งให้ "เลือกตั้ง" เป็นโมฆะเคยเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี 2549 หลัง นายทักษิณ ชินวัตร ประกาศยุบสภาฯ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2549 โดยมีการประท้วงจาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ประกาศไม่เข้าร่วมเลือกตั้ง เนื่องจากมองว่า มีความเสียเปรียบ เหตุจากรัฐบาลเร่งยุบสภา แล้วรีบกำหนดวันเลือกตั้งกระชั้นชิดจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ด้วยเหตุผล อาทิ
1.การกำหนดวันเลือกตั้งในพระราชกฤษฎีกายุบสภาโดยไม่เหมาะสมและไม่เที่ยงธรรม มีการกำหนดวันเลือกตั้งห่างจากวันยุบสภาเพียง 35 วันเท่านั้น
2.กกต.ได้กำหนดการจัดคูหาในลักษณะที่บุคคลภายนอกสามารถสังเกตเห็นได้ว่าผู้เลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้งหมายเลขใด
จึงทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ ในวันที่ 15 ต.ค. 2549 แต่เกิดเหตุรัฐประหาร 19 ก.ย.เสียก่อน และครั้งนั้น ยังส่งผลให้ กกต.ในฐานะ "ผู้คุมกฏ"ถูกตัดสินลงโทษจำคุกคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) 3 คน คือ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ (ประธาน กกต. ในขณะนั้น), นายปริญญา นาคฉัตรีย์(กกต.) และนายวีระชัย แนวบุญเนียร (กกต.) ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มาตรา 24 และ 42
โดยการต่อสู้คดียืดเยื้อยาวนานกว่า 10 ปี ก่อนที่ พล.ต.อ.วาสนา และนายปริญญา จะถูกตัดสิน จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนนายวีระชัย เสียชีวิต ในปี พ.ศ.2555 ระหว่างต่อสู้คดีในชั้นฎีกา
ส่วนครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2557 ในสมัยรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชิณวัตร"เป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางวิกฤตการณ์การประท้วงที่เกิดขึ้นรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของเมืองไทย โดยมีการประกาศยุบสภา ในวันที่ 9 ธ.ค.2556 และจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 แต่การเลือกตั้ง กลับถูกกลุ่มผู้ประท้วง "กปปส." ขัดขวาง ด้วยการ "ปิดคูหา" ทำให้หน่วยเลือกตั้งร้อยละ 10-15 ไม่สามารถเปิดทำการให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิได้ กกต.
ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโมฆะ ในวันที่ 21 มี.ค.2557 ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะทำการรัฐประหาร ภายใต้ชื่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557
อ่านข่าว
"วิษณุ" ระบุเสี่ยงโมฆะ กรณีบัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ด
"พริษฐ์" มั่นใจปม Laser ID ไม่เสี่ยงทำ ปชน.ถูกยุบ ย้ำทำถูกกฎหมาย
พรรค ปชน.จ่อยื่นสัปดาห์หน้า ฟ้อง ม.157 กกต.ปม "บาร์โค้ด" บัตรเลือกตั้ง
วันนี้ (19 ก.พ.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทย เตรียมเปิดตัวว่าที่ สส.จากพรรคประชาชาติ จำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายสุไลมาน บือแนปีแน ว่าที่ สส.เขต 1 ยะลา, นายซูการ์โน มะทา ว่าที่ สส.เขต 2 ยะลา, นายอับดุลอายี สาแม็ง ว่าที่ สส.เขต 3 ยะลา และนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่าที่ สส.เขต 5 นราธิวาส เพื่อประกาศสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ จะไม่เดินทางมาร่วมเปิดตัวในครั้งนี้ คาดว่าหลังจากนี้จะหันไปทำงานการเมืองร่วมกับพรรคเพื่อไทย
ทั้งนี้ ช่วงบ่ายวันนี้ (19 ก.พ.) พรรคประชาชาติจะประชุมเพื่อยืนยันมติดังกล่าว ก่อนเดินทางไปเปิดตัวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยตามกำหนดการ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ พ.ต.อ.ทวี มีร่องรอยความขัดแย้งกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในบทบาทที่เคยเป็นฝ่ายค้าน หรือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องที่ดินเขากระโดง รวมถึงคดีฮั้ว สว.
อ่านข่าว
ภูมิใจไทย เปิดตัว "ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่" หนุน "อนุทิน" นายกฯ ทะลุ 286 เสียง
"วิษณุ" ระบุเสี่ยงโมฆะ กรณีบัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ด
พรรค ปชน.จ่อยื่นสัปดาห์หน้า ฟ้อง ม.157 กกต.ปม "บาร์โค้ด" บัตรเลือกตั้ง