- ศกร.ระดับตำบลศาลเจ้าไก่ต่อเปิดรับสมัครเรียนภาคเรียนที่ 1/2569 ตั้งแต่วันนี้ -30 เมย.2569



วันนี้ (8 เม.ย.2569) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมัน สำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยใช้สูตรอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์รูปแบบใหม่ ส่งผลให้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม น้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 43.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ กบน. ยังเห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาตลาดโลกเมื่อวันที่ 2 เม.ย. อยู่ที่ประมาณ 293 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก่อนปรับลดลงเหลือประมาณ 255 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการปรับลดเงินชดเชยดีเซล B7 ลง 3.54 บาทต่อลิตร (จากเดิม 18.54 บาทต่อลิตร เหลือ 15.00 บาทต่อลิตร) และดีเซล B20 ลดลง 3.06 บาทต่อลิตร (จากเดิม 20.09 บาทต่อลิตร เหลือ 17.03 บาทต่อลิตร)
ส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายน้อยลง 288.44 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายวันละ 1,533.05 ล้านบาท เป็นมีรายจ่าย 1,244.61 ล้านบาท การลดการชดเชยอัตราเงินชดเชยในครั้งนี้ เพื่อรักษาสมดุลและสร้างเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันฯ ต่อไป
ในส่วนของประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 8 เม.ย.2569 พบว่าภาพรวมยังคงน่ากังวล โดยมีสถานะติดลบรวมกว่า 57,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 20,254 ล้านบาท บัญชี LPG ติดลบ 37,508 ล้านบาท
นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ความร่วมมือคือทางออกของทุกวิกฤต ผมขอขอบคุณ ประชาชนคนไทยที่เข้าใจในสถานการณ์วิกฤตโลกที่ส่งผลกระทบต่อเรา และขอบคุณกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา และลดภาระให้แก่สังคม การร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางความผันผวนของโลก"
อ่านข่าว :
ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 บาท ต่อลิตร มีผล 9 เม.ย.69
เรือขนน้ำมันดิบ 7 แสนบาร์เรล ผ่านฮอร์มุซถึงท่าเรือโรงกลั่นศรีราชา
DSI ตรวจโรงกลั่น-คลังน้ำมัน 3 จังหวัด พบพิรุธการใช้ไฟฟ้า ส่อกักตุนเก็งกำไร
ท่ามกลางข้อสังเกตสงครามในตะวันออกกลางว่าจะจบลงอย่างไร? หลัง "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขยายเส้นตายที่กำหนดต่ออิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์ และยังได้เรียกร้องให้อิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซในกรอบเวลา 2 สัปดาห์เช่นเดียวกัน
ผศ.มาโนชญ์ อารีย์ คณะสังคมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความเห็นว่าการที่สหรัฐฯ ขยายเวลาออกไปเรื่อยๆ "ส่วนหนึ่งเพื่อประวิงเวลาที่จะดึงอาหรับพันธมิตรเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้" แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้อิหร่าน คุม "ช่องแคบฮอร์มูซ" ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเปลี่ยนระเบียบในภูมิภาค กลายเป็นเครื่องมือบีบให้ประเทศต่างๆ ออกห่างจากอเมริกา วางตัวเป็นกลาง หรือมาทางฝั่งอิหร่าน จากกรณีประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สเปน มีท่าทีวางตัวเป็นกลาง และไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ นั่นหมายความว่าประเทศเหล่านี้อาจเตรียมเจรจาขอผ่านช่องแคบฮอร์มูซ กับอิหร่าน โดยที่ไม่ต้องใช้กำลัง "หากเป็นแบบนี้จะทำให้หลายประเทศ หรืออย่างน้อยจำนวนหนึ่ง เอาตัวออกห่างจากสหรัฐฯ แล้ววางตัวเป็นกลางเพื่อผลประโยชน์ด้านน้ำมัน จึงอาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลาง"
และเชื่อว่าการที่สหรัฐฯ ดังนั้นผมคิดว่าการที่อเมริกา ทอดเวลาประวิงเวลาออกมาเรื่อยๆ ในการขยายเส้นตายให้อิหร่าน ก็คือเขาต้องการที่จะดึงอาหรับพันธมิตรของเขา เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน แต่มันไม่ประสบความสำเร็จ
ประเทศที่ 3 แรงผลักดัน "ยุติ" สงคราม
"ผศ.มาโนชญ์" ยังมองว่า แม้อิหร่านจะโจมตีเข้าไปในประเทศอาหรับหลายประเทศโดยพุ่งเป้าผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกกลาง ทั้งบริษัทเทคโนโลยีสำคัญๆ ของสหรัฐฯ ในประเทศอาหรับทั้งหมด แต่ประเทศเหล่านี้กลับสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้ออกเพียงแถลงการณ์ประณามอิหร่าน หรือแม้การพยายามจะขอมติ UNSC (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ คือ 1 ใน 6 องค์กรหลักของสหประชาชาติ UN) เพื่อจัดการกับอิหร่าน แต่ก็ยังไม่มีปฏิบัติการตอบโต้อิหร่านโดยตรง
หากวิเคราะห์กลุ่มประเทศอาหรับจะแบ่งเป็นกลุ่มที่ถูกโจมตีหนัก อย่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน เนื่องจากมีความสัมพันธ์พิเศษ เพราะต้องพึ่งพาสหรัฐฯ ประเทศเหล่านี้เป็นผู้สนับสนุนที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่สงคามกับอิหร่านภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ดังนั้นจึงเห็นการแอ๊คชั่น ตัวตั้งตัวตี และมีแนวโน้มจะเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน ภายใต้แรงกดดันจากอเมริกา ดังนั้นจึงเห็นท่าทีการเคลื่อนไหวของประเทศเหล่านี้มากกว่าประเทศอื่น
ในขณะที่กลุ่มประเทศอย่าง กาตาร์ และโอมาน จะเป็นสายกลางค่อนข้างที่จะเห็นใจ และมีผลประโยชน์ร่วมกับอิหร่าน ไม่ต้องการให้เกิดสงครามระดับภูมิภาค ระหว่างอาหรับกับอิหร่าน "ฉะนั้นประเทศเหล่านี้รวมทั้งซาอุดีอาระเบีย ก็จะพยายามที่จะดึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่ให้เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน เพราะมองว่าหากเมื่อใดก็ตามที่เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน สหรัฐฯ จะถอยตัวออกไปแล้วกลายเป็นผู้ที่ขายอาวุธอยู่ข้างหลัง ทิ้งปัญหาให้อิหร่าน กับอาหรับ ซัดกันเอง อาหรับจึงระมัดระวังตัว ไม่กระโดดเข้ามาสู่สงครามครั้งนี้"
..ถามว่า หากสหรัฐฯ ถอนตัวออกไปจากสงคราม จะวางตัวอย่างไรในการรักษาผลประโยชน์ช่องแคบฮอร์มุซ.. "ผศ.มาโนชญ์" วิเคราะห์ว่า โอมานน่าจะเตรียมคุยกับอิหร่านเพื่อตกลงร่วมกันบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ "ท่าทีที่เกิดขึ้นหมายความว่าเลือกแนวทางที่จะคุยกับอิหร่านมากกว่าการเผชิญหน้ากัน"
"จีน-รัสเซีย" ใครจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน
..เกมสงครามที่ยืดเยื้อ.. "จีน-รัสเซีย" ในฐานะที่สนับสนุนเทคโนโลยี ระบบเชื่อมต่อดาวเทียม ด้านการข่าวให้กับอิหร่าน เรือน้ำมันของจีนจึงได้รับประโยชน์จากการผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างอย่างปลอดภัย รัสเซียก็สามารถขายน้ำมันในราคาสูงปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่สหรัฐฯ ต้องเสียงบประมาณมหาศาลในการติดหล่มสงคราม ทั้งยังไม่มีพันธมิตรชาติตะวันตก หรือชาติอาหรับ กระโดดเข้ามาช่วย
การที่อิหร่านยอมเป็นด่านหน้า แม้อาจจะเจ็บตัวไปบ้างนั้นก็เพื่อให้เกมภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และระดับโลกเปลี่ยน แต่หากอิหร่านจะหาทางลง หรือยอมหยุดยิง ได้มี 2 เงื่อนไขสำคัญ คือต้องจ่ายค่าชดเชยให้เสมือนกับว่าอิหร่านคือผู้ชนะสงคราม ซึ่งสหรัฐฯ ก็คงไม่จ่ายอยู่แล้ว และจะต้องมีหลักประกันทางด้านความมั่นคงว่าสหรัฐฯ และอิสราเอล จะไม่โจมตีอีกในอนาคต
…คำถามก็คืออะไรจะเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับอิหร่านได้… "ผศ.มาโนชญ์" มองว่า 2 กลไกที่สำคัญ คือ "จีน" ซึ่งถือว่าเป็นมหาอำนาจของโลก จะเป็นตัวการันตีความปลอดภัยความมั่นคงให้กับอิหร่าน นั่นก็เพราะในตอนหลังจีนเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีความแนบแน่นกับซาอุดีอาระเบีย และล่าสุดก็คุยกับปากีสถาน เพื่อเสนอ 5 แนวทางหยุดยิง
ส่วนหนึ่งก็คือประเทศตุรกี ปากีสถาน อิยิปต์ ซาอุดีอาระเบีย ที่ตอนหลังรวมตัวทางด้านความมั่นคงมากขึ้น อย่างไม่เคยมีมาก่อน และพยายามจะจัดระเบียบในภูมิภาคใหม่ ดังนั้นหากกลุ่มประเทศเหล่านี้ร่วมมือกับจีนพร้อมใจรับประกันความมั่นคงให้กับอิหร่าน ก็อาจจะทำให้อิหร่านยอมที่จะหยุดยิง และอาจจะยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้คือภาพสะท้อนของเกราะป้องกันให้กับอิหร่าน
ผศ.มาโนชญ์ อารีย์/ คณะสังคมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
อ่านข่าว
เปิดเบื้องหลัง "ปากีสถาน" ตัวกลางระดับโลก ต่อจิ๊กซอว์หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน
วิเคราะห์สถานการณ์หยุดยิง "สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน" ใครคือผู้ชนะ
วันนี้ (8 เม.ย.2569) กลุ่มผู้ประท้วงที่ส่วนใหญ่ทำงานในภาคการก่อสร้าง นำรถบรรทุกประมาณ 40 คัน รวมตัวปิดถนนนอกเมืองนองต์ ทางตะวันตกของฝรั่งเศส ขณะที่ผู้ประท้วงบางส่วนแจกใบปลิวให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่ออธิบายสาเหตุที่ตัดสินใจปิดถนน
กลุ่มผู้ประท้วง ระบุว่า ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และกังวลว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจทำให้ถูกไล่ออกจากงาน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อผ่อนคลายวิกฤตพลังงานในครั้งนี้
ด้านโฆษกรัฐบาลฝรั่งเศส ระบุว่า รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ พร้อมปฏิเสธข่าวเรื่องขาดแคลนเชื้อเพลิง แม้จะยอมรับว่าภาคการขนส่งอาจได้รับผลกระทบในช่วงนี้
ขณะที่ชาวฝรั่งเศสในหลายพื้นที่ของประเทศ แสดงความกังวลเกี่ยวกับราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นและการขาดแคลนเชื้อเพลิง หลังจากสถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง รวมถึงที่อยู่ใกล้กับกรุงปารีส ต้องปิดให้บริการเนื่องจากน้ำมันหมด ส่วนบางจุดที่ยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงจำหน่าย ก็มีลูกค้าต่อคิวรอเติมเป็นจำนวนมาก
ส่วนที่ปากีสถาน บรรดาธุรกิจห้างร้านต่างๆ ในเมืองละฮอร์ ต้องปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 20.00 น. หลังจากรัฐบาลปากีสถานประกาศปิดร้านค้า ตลาดและห้างสรรพสินค้าก่อนเวลา
ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการประหยัดพลังงานทั่วประเทศ เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน ซึ่งมาตรการดังกล่าวกำหนดให้ร้านค้าต่างๆ ปิดให้บริการในเวลา 20.00 น. ขณะที่ร้านอาหารและเครื่องดื่มต้องปิดให้บริการในเวลา 22.00 น. มีผลตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.ตามเวลาท้องถิ่น
ส่วนในภาครัฐ จะตัดลดเงินสนับสนุนเชื้อเพลิงลงครึ่งหนึ่งให้กับหน่วยงานรัฐ เป็นเวลา 2 เดือน และลดวันทำงานเหลือ 4 วัน
อ่านข่าว
เรือขนน้ำมันดิบ 7 แสนบาร์เรล ผ่านฮอร์มุซถึงท่าเรือโรงกลั่นศรีราชา
เปิดเบื้องหลัง "ปากีสถาน" ตัวกลางระดับโลก ต่อจิ๊กซอว์หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน
อังกฤษเตรียมเยือนตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง
วันนี้ (8 เม.ย.2569) สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เตรียมเดินทางไปพบปะผู้นำประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซีย หลังสหรัฐฯ และอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง เมื่อช่วงเช้ามืดตามเวลาประเทศไทย
บีบีซี อ้างอิงข้อมูลจากสำนักนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่า สตาร์เมอร์ เดินทางไปยังตะวันออกกลางเพื่อผลักดัน "แผนสันติภาพที่ยั่งยืน" หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์ โดยเขาจะเข้าพบผู้นำในหลายประเทศ รวมถึง จอร์แดน และ อียิปต์ เพื่อหารือเรื่องการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในพื้นที่ขัดแย้ง
โดยสตาร์เมอร์ เน้นย้ำว่า "โลกไม่สามารถปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปได้" และอังกฤษพร้อมจะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ประสานงานร่วมกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ
"เราต้องเปลี่ยนการหยุดยิงชั่วคราว 14 วันนี้ ให้เป็นรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร หน้าต่างแห่งโอกาสเปิดขึ้นแล้ว และเราต้องไม่ปล่อยให้มันปิดลง โดยไม่มีทางออกที่ชัดเจน" สตาร์เมอร์ กล่าว
สัปดาห์ที่แล้ว สหราชอาณาจักรเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดทางออนไลน์ ซึ่งมีตัวแทนจากกว่า 40 ประเทศ เริ่มทำงานเพื่อจัดตั้งพันธมิตรที่สามารถรับประกันความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสงครามยุติลง
อ่านข่าว
วิเคราะห์สถานการณ์หยุดยิง "สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน" ใครคือผู้ชนะ
นานาชาติแห่ชื่นชม "ปากีสถาน" กาวใจเชื่อมไมตรี สหรัฐฯ-อิหร่าน สำเร็จ