

วันนี้ (14 เม.ย.2569) สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า ศาลอิหร่าน มีคำตัดสิน ปล่อยคืนทรัพย์สินของ ซาห์รา กานบารี กัปตันทีมฟุตบอลญิง ทีมชาติอิหร่าน หลังถูกยึดไว้ จากกรณีพิพิาท เรื่องการขอลี้ภัย ของ กานบารี หลังจบศึกฟุตบอลหญิง เอเชียนคัพ 2026 ที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเดือน มี.ค.2569
รายงานระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก รัฐบาลอิหร่าน ยอมถอนข้อกล่าวหาว่าเธอเป็นกบฏ หรือทรยศชาติ หลังจากที่เธอเปลี่ยนใจ ยอมเดินทางกลับประเทศพร้อมเพื่อนร่วมทีม
กานบารี เป็น 1 ใน 6 นักเตะสาวของทีมอิหราน และเจ้าหน้าที่อีกหนึ่งคน ที่ทำเรื่อง ขอลี้ภัยในออสเตรเลียในเดือน มี.ค.2569 หลังจากเล่นในฟุตบอลหญิงเอเชียนคัพในช่วงเริ่มต้นของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน
ในเวลานั้น โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ของออสเตรเลีย กล่าวว่า ประเทศของเขาได้เสนอที่ลี้ภัยให้กับผู้เล่นและเจ้าหน้าที่สนับสนุนทุกคนก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปอิหร่าน เนื่องจากเกรงว่าพวกเขาอาจถูกลงโทษเมื่อกลับบ้านหลังจากที่ทีมปฏิเสธที่จะร้องเพลงชาติอิหร่านในการแข่งขันนัดแรก ที่ อิหร่าน พบ เกาหลีใต้
แต่ 5 คนในจำนวนนั้น รวมถึงกานบารี ได้เปลี่ยนใจในภายหลัง และกลับไปอิหร่านพร้อมกับทีมที่เหลือ พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างวีรบุรุษในพิธีพิเศษใจกลางกรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นสองวันหลังจากสื่ออิหร่านเผยแพร่รายชื่อบุคคลที่พวกเขาเรียกว่า "ผู้ทรยศ" ซึ่งทรัพย์สินของพวกเขาถูกอายัดโดยคำสั่งศาลหลังจากการปะทุของสงครามเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ซึ่งชื่อของกานบารีปรากฏอยู่ในรายชื่อนั้น แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนในทันทีว่าการตัดสินใจอายัดทรัพย์สินของเธอเกิดขึ้นเมื่อใด
ต้นเดือนนี้ ผู้เล่นสองคนที่ขอที่ลี้ภัยในออสเตรเลียก่อนที่จะเปลี่ยนใจได้บอกกับอัลจาซีรา ว่า พวกเขาเผชิญกับ "แรงกดดันอย่างมหาศาล" เกี่ยวกับการตัดสินใจของพวกเขา
"ฉันรู้สึกว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ ทุกย่างก้าวต้องคิดทบทวนสองครั้งก่อนลงมือทำ” โมนา ฮามูดี หนึ่งในนักกีฬาที่เดินทางกลับอิหร่านกล่าว
ท่ามกลางแรงกดดันที่บีบคั้นและสงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอิหร่าน คำถามหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัวเธอ ว่าเธอควรกลับบ้านหรือขอลี้ภัย
"ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ทำให้ฉันวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา เพราะทุกทางเลือกล้วนมีผลตามมา ทั้งต่อชีวิตของฉัน ต่อครอบครัวของฉัน และต่ออนาคตทางการกีฬาของฉัน" ฮามูดี กล่าวในที่สุด
อ่านข่าว
"บอลหญิงอิหร่าน" ใกล้ถึงบ้าน หลังออกจากออสเตรเลียตั้งแต่ 15 มี.ค.
วันนี้ (14 เม.ย.2569) เวลา 12.00 น. ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ภาพรวมปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในประเทศยังคงสูง บริเวณภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคเหนือ พบเกินค่ามาตรฐานในระดับสีแดง ที่น่าน พะเยา พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ และแม่ฮ่องสอน ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับสีส้ม มีเพียงบึงกาฬ นครพนม เลย และอุบลราชธานี ที่อยู่ในระดับสีแดง
ทั้งนี้ ภาคเหนือ ตรวจวัดได้ 55.7 – 217.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) โดย ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย 217.6 มคก./ลบ.ม. รองลงมา ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน 212.6 มคก./ลบ.ม. และ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย 187.8 มคก./ลบ.ม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27.9 – 190.6 มคก./ลบ.ม. ภาคกลางและภาคตะวันตก 26.0 - 86.0 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออก 14.8 - 39.6 มคก./ลบ.ม. ภาคใต้ 11.8 - 22.6 มคก./ลบ.ม. กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 19.2 - 32.8 มคก./ลบ.ม.
ข้อมูลจุดความร้อน ณ วันที่ 13 เม.ย.2569 ไทยพบจุดความร้อนทั้งสิ้น 4,579 จุด ส่วนใหญ่ในพื้นที่ป่ากว่า 3,514 จุด คิดเป็นร้อยละ 78, จังหวัดที่พบจุดความร้อนสูงสุดได้แก่ กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน เชียงราย น่าน และเชียงใหม่ ตามลำดับ
ส่วนจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะบริเวณที่ติดกับภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขยับสูงขึ้นและยังคงสูงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน นอกจากนี้ แนวลมบริเวณภาคเหนือตอนบน พบเป็นลมฝ่ายตะวันตก/ตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้าสู่ไทย ทำให้บริเวณภาคเหนือ ได้รับผลกระทบทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าบริเวณแนวชายแดนมีจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้าน กระจุกตัวอยู่เป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม คาดว่าประเทศไทยจะเกิดพายุฤดูร้อน และฝนตกในหลายพื้นที่ ช่วงวันที่ 16-20 เม.ย. แต่ส่วนมากฝนจะตกบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคเหนือมีแนวโน้มพบฝนตกเพียงบางแห่ง จึงอาจช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้บ้าง
ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังบูรณาการกำลังพลเร่งดำเนินการตรวจหาไฟและดับไฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และป้องกันมลพิษทางอากาศ โดยแนะนำประชาชนดูแลสุขภาพ หากมีความจำเป็นควรสวมใส่หน้ากากอนามัย และอุปกรณ์ป้องกันตัวเองเมื่อออกนอกบ้าน รวมทั้งปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข
อ่านข่าว :
ททท. คาดท่องเที่ยว "สงกรานต์" ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,000 ล้านบาท
กรมอุตุฯ เตือนไทยตอนบนเจอพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย.นี้
ผลหารือ "ไทย-รัสเซีย" รองนายกฯ รัสเซียเผย พร้อมส่งสินค้าให้ไทยเพิ่ม
วันนี้ (14 เม.ย.2569) น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง
ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย.2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568
น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสน่ห์ไทย ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล
ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ โดย ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่
ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก
ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ ททท. จัดทั้ง 2 งาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11 - 13 เม.ย.2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนถึงความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน และผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท
ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน
สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จ.พระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว
ขณะที่บรรยากาศในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience)
ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ จ.สงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดา มีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10–12 เม.ย.2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน
ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน“SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน
ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย.2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศ รวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8
ททท.เชื่อมั่นว่าเทศกาลสงกรานต์ จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก
อ่านข่าว
กรมอุตุฯ เตือนไทยตอนบนเจอพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย.นี้
ศปถ. เผย "สงกรานต์ 2569" 4 วัน อุบัติเหตุสะสมพุ่ง 755 ครั้ง เสียชีวิต 154 คน
กทม.เร่งทำความสะอาด เคลียร์ถนนข้าวสาร หลังปิดให้เล่นน้ำ
สรุปยอด 3 วันสงกรานต์ 2569 คนไทยใช้ขนส่งสาธารณะกว่า 7.8 ล้านคน
"สงกรานต์สีลม" เริ่มแล้ว ปิดถนนเล่นน้ำ นักท่องเที่ยวทยอยเข้าพื้นที่คึกคัก
แฮชแท็กร้อน #แบนหงสาวดี ติดกระแสตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2569 หลังโลกออนไลน์แชร์ประเด็นซีรีส์ดังถูกตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ให้เครดิตผู้เขียนการ์ตูนชื่อดัง "อโยธยาเอยาวดี" จุดกระแสถกเถียงเรื่องลิขสิทธิ์งานสร้างสรรค์และเงื่อนไขในการใช้งานต้นแบบ
กระแสเริ่มต้นจากผู้ใช้งาน X รายหนึ่งเล่าว่า มีนักวาดพัฒนาการ์ตูนจนได้รับความนิยม ก่อนจะมีผู้เขียนบทติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ เพื่อนำไปต่อยอดในรูปแบบอื่น พร้อมเงื่อนไขไม่ให้มีการคอลแลปใด ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การเจรจาถูกยกเลิกในภายหลัง โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับเนื้อหาแฟนอาร์ตและแฟนฟิคที่ค่อนข้างอ่อนไหว พร้อมยื่นข้อเสนอให้เลือกระหว่างรับค่าตอบแทนโดยไม่เปิดเผยชื่อ หรือยุติการเจรจาทั้งหมด ซึ่งนักวาดตัดสินใจยุติการเจรจา และไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการใด ๆ ต่อจากนั้นอีก
ต่อมามีการแจ้งว่าจะชดเชยค่าเดินทางให้กับนักวาด แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารภายหลังกลับพบว่าเป็นค่าที่ปรึกษา ซึ่งวัตถุประสงค์ของค่าเดินทางกับค่าที่ปรึกษานั้นแตกต่างกัน
เรื่องราวดังกล่าวทำให้แฟน ๆ เชื่อมโยงมายังซีรีส์ "หงสาวดี" ที่กำลังออกอากาศ และการ์ตูน "อโยธยาเอยาวดี" ของนักเขียน Amulin ที่มีผู้อ่านในชุมชนนักเขียน-นักอ่านออนไลน์เจ้าดังกว่า 11 ล้านครั้ง
เพราะการ์ตูนพีเรียดอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ นำเสนอมุมความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระมหาอุปราชา มังจีชวา (มังกยอชวา) ในหมวดการ์ตูนฟรีสไตล์ 18+ พร้อมติดแทค Queer หมายถึงแนวหลากหลายทางเพศ หรือไม่ได้จำกัดในเรื่องเพศ ซึ่งมีกลิ่นอายคล้ายกับซีรีส์หงสาวดี ที่ออนแอร์ปุ๊บก็มีกระแสคู่จิ้นวายระหว่าง "นาย ณภัทร-ตรี ภรภัทร" ปั๊บ
แม้นาย ณภัทร นักแสดงนำในบท "เจ้าพี่มังจีชวา" จะเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ไม่ได้คิดว่าเป็นวาย แต่เป็นการแสดงบทบาทมังจีชวา-พระนเรศ ในรูปแบบพี่น้อง
ขณะที่ตัวนักวาดเอง ก็เคยออกมาโพสต์แจ้งแฟน ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย ว่า "หงสาวดี" ไม่ได้ดัดแปลงจากผลงานของตัวเองตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
แต่หลังช่องวัน 31 ออกแถลงการณ์ เมื่อคืนวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า มีการพูดคุยกับ Amulin จริง ก็มีข้อสังเกตใหญ่ ๆ จากโลกโซเชียล เช่น ทำไมต้องติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูน "อโยธยาเอยาวดี" แม้จะไม่ได้ผลิตตามเนื้อเรื่องการ์ตูน และการจ่ายค่าชดเชยค่าเสียเวลาตามที่แถลงนั้น หรือเป็นค่าที่ปรึกษา และท้ายสุดคือ ทำไมจึงไม่มีการให้เครดิตกับนักวาด
ทั้งนี้ ยังมีการถกเถียงในวงกว้างว่า เรื่องราวอิงประวัติศาสตร์สามารถตีความได้หลากหลาย เช่น เอกสารฝั่งไทยเอง อย่าง "คำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหลวง" บอกว่าพระนเรศและพระมหาอุปราชา "ชอบพอรักใคร่ต่อกัน สัญญาว่าพี่น้องพระครรภ์เดียวกัน" พล็อตแบบนี้ใคร ๆ ก็นำมาใช้ได้
แต่ก็ยังมีข้อสังเกตไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ในซีรีส์ เช่น กลิ่นน้ำปรุงของเจ้าพี่มังจีชวา ซึ่งก็เป็นรายละเอียดฟินจิกหมอนที่มีในการ์ตูนเช่นกัน และนี่ไม่ใช่พล็อตจากประวัติศาสตร์ แต่เป็นกิมมิคเฉพาะที่นักวาดสร้างสรรค์ขึ้น
ขณะที่ โลกออนไลน์ยังคงแบ่งเป็นหลายมุม ทั้งที่ให้กำลังใจนักวาด และอีกส่วนที่ก็ให้กำลังใจนักแสดงที่ทุ่มเทการแสดงเรื่องนี้อย่างเต็มที่ด้วย
ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อกล่าวหาบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับซีรีส์เรื่อง "หงสาวดี" ว่ามีการลอกเลียนหรือดัดแปลงเนื้อหาจากผลงานการ์ตูนเรื่อง "อโยธยาเอยาวดี" ทางช่องวัน 31 ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้
ช่องวัน 31 ขอชี้แจงให้ทราบว่า หลังจากซีรีส์ "แม่หยัว" ได้ออกอากาศไป ช่องวัน 31 ได้มีการพูดคุยกับ คุณศิริลักษณ์ ศรีสุคนธ์ ผู้เขียนบทละคร ให้เขียนเรื่องราวในสมัยอยุธยาต่อเนื่อง คุณศิริลักษณ์ได้นำเสนอเรื่องของ พระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ที่ถึงแม้ทั้งคู่จะต้องมาทำการยุทธหัตถีกัน แต่การที่พระนเรศวรถูกนำตัวไปเป็นเชลยที่หงสาวดีตั้งแต่วัยเยาว์ มีความเป็นไปได้ที่ทั้งคู่จะสนิทกัน
ประกอบกับหลังเหตุการณ์ยุทธหัตถี ยังมีตำนานว่ามีการสร้างสถูปให้กับพระมหาอุปราชา ซึ่งโดยปกติจะไม่มีการสร้างสถูปให้กับศัตรู จึงมีความเชื่อได้ว่าทั้งสองพระองค์มีความผูกพันกันตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่แค่เป็นศัตรูกัน จึงมีความคิดว่า หากเอาเหตุการณ์ในช่วงประวัติศาสตร์นั้น มาเล่าในมุมอีกมุมหนึ่ง (เช่นเดียวกับแนวทางที่ได้ดำเนินการในเรื่อง แม่หยัว) ว่าถ้าทั้งสองพระองค์สนิทกันฉันพี่น้อง แต่สุดท้ายต้องมารบกันเพื่อแผ่นดินของตนเอง เป็นเนื้อหาที่มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นประเด็น HUMAN DRAMA ซึ่งทางช่องวัน 31 เห็นชอบและอนุมัติโปรเจกต์นี้
คุณศิริลักษณ์จึงพัฒนาโปรเจกต์นี้อย่างต่อเนื่องและได้ทำการค้นหาข้อมูลต่อ โดยยึดหลักการสำคัญคือการตีความที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นเรื่องราวของบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนทั้งในด้านความเชื่อและความเคารพ
และได้พบผลงานการ์ตูนเรื่อง อโยธยาเอยาวดี ซึ่งมีบางแนวคิดที่คล้ายกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของพระนเรศวรและพระมหาอุปราชา ทางช่องวัน 31 จึงมอบหมายให้ทางคุณศิริลักษณ์ ติดต่อผู้สร้างผลงาน อโยธยาเอยาวดี เพื่อแจ้งเจตจำนงให้ทางผู้สร้างทราบว่า ทางช่องวัน 31 กำลังพัฒนาโปรเจกต์ที่มีความคล้ายคลึงกันด้วยการอิงประวัติศาสตร์ ของพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา
จึงจะขอเจรจาซื้อลิขสิทธิ์จากผู้สร้างผลงานการ์ตูน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ถึงแม้ช่องวัน 31 จะไม่ได้ผลิตตามเนื้อเรื่องจากการ์ตูน อโยธยาเอยาวดี ก็ตาม ซึ่งทางผู้สร้างการ์ตูนมีความยินดี
ทั้งนี้ ผลงานการ์ตูนดังกล่าว เป็นการตีความในรูปแบบสมมติในโลกคู่ขนาน และนำเสนอความสัมพันธ์ในลักษณะชายรักชาย ขณะที่ซีรีส์ หงสาวดี อ้างอิงถึงบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ การตีความจึงต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม โดยคำนึงความละเอียดอ่อนในหลายมิติ การนำเสนอจึงจำเป็นต้องดำเนินไปด้วยความระมัดระวังและความเคารพอย่างสูง ซึ่งทางผู้สร้างผลงานการ์ตูน อโยธยาเอยาวดีรับทราบและเข้าใจในเงื่อนไขนี้
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพูดคุยร่วมกันทั้งสองฝ่าย มีความเห็นพ้องต้องกันว่า แนวทางและขอบเขตของเนื้อหาในการ์ตูนและซีรีส์มีความแตกต่างกัน เมื่อผู้สร้างการ์ตูนรับทราบว่า ช่องวัน 31 จะไม่ใช้ชื่อและเนื้อเรื่องตามการ์ตูน จึงตกลงร่วมกันว่าไม่ต้องมีการซื้อขายลิขสิทธิ์ และได้มีการชดเชยค่าเสียเวลาในการหารือเป็นที่เรียบร้อย โดยการพูดคุยดังกล่าวเป็นไปอย่างสุภาพ โปร่งใสและจบลงด้วยความเข้าใจที่ดีต่อกัน
ทางบริษัทฯ ตระหนักดีและให้ความสำคัญต่อคุณค่าของงานสร้างสรรค์ งานทรัพย์สินทางปัญญา และลิขสิทธิ์ของผู้ผลิต ผลงานสร้างสรรค์ทุกท่าน บริษัทฯ ไม่เคยมีเจตนาที่จะละเมิดหรือเอาเปรียบผู้สร้างสรรค์ท่านใด และยังคงยึดมั่นในหลักการสร้างสรรค์งานอย่างมีความรับผิดชอบต่อทั้งประวัติศาสตร์ ผู้เกี่ยวข้อง และผู้ชม
ทางบริษัทฯ ขอขอบคุณทุกเสียงสะท้อน และพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาผลงานให้ดีที่สุดต่อไป“
แต่อย่างไรก็ตาม หลังมีแถลงการณ์ออกมา หลายคนก็ได้เข้ามาเขียนแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก
อ้างอิงข้อมูล : ไทยบันเทิง Thai PBS, ช่องวัน 31
ททท. คาดท่องเที่ยว "สงกรานต์" ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,000 ล้านบาท
ผลหารือ "ไทย-รัสเซีย" รองนายกฯ รัสเซียเผย พร้อมส่งสินค้าให้ไทยเพิ่ม